การที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้อำนาจประกาศคำสั่งพิเศษ ห้ามคนต่างชาติเข้าประเทศ ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ที่ผ่านมากว่า 200 ปีของประวัติศาสตร์สหรัฐ เคยมีประธานธิบดีหลายคน ใช้คำสั่งแบบเดียวกันนี้มาแล้วถึง 7 ครั้ง ตั้งแต่ห้ามคนจีนเข้าไปค้าแรงงาน ห้ามชาวยิวเข้าประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และครั้งก่อนหน้านี้เมื่อปี 1987 ที่ห้ามผู้ติดเชื้อเอชไอวีเข้าเมือง
แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่มีปัญหาเท่ากับครั้งล่าสุด ที่โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งห้ามชาวมุสลิมจาก 7 ประเทศเข้าเมือง หลังจากมีคนออกมาประท้วงต่อต้าน และอาจถึงขั้นลงชื่อขับไล่เขาออกจากตำแหน่งเลยทีเดียว ที่จริงแล้ว สิ่งที่ทรัมป์ทำ ก็อยู่ในขอบข่ายอำนาจของประธานาธิบดีที่พึงกระทำได้ เพราะเขาอ้างว่าทำลงไปเพื่อความมั่นคง ความปลอดภัย และผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน ซึ่งมีบัญญัติไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ
แต่ในรัฐธรรมนูญเองก็บัญญัติต่อด้วยว่า แม้คำสั่งพิเศษนี้ จะสามารคบังคับใช้เป็นกฏหมายได้ แต่ต้องไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเกลียดชังทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา เพศ หรือสถานที่เกิด และบัญญัติข้อนี้นี่เอง ที่ถูกนำไปพิจารณากันในชั้นศาลอยู่ในขณะนี้
สำหรับคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี แม้จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารประเทศและบังคับเป็นกฏหมายได้ แต่ก็ไม่ใช่อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เพราะสถาบันอื่นๆภายใต้รัฐธรรมนูญ ก็สามารถมีอำนาจเหนือคำสั่งนี้ได้เช่นกัน สถาบันแรกคือสภานิติบัญญัติ ที่สามารถออกกฏหมายให้คำสั่งพิเศษเป็นโมฆะได้
ต่อมาก็คือผู้พิพากษา ที่ใชอำนาจพิจารณาให้คำสั่งพิเศษเป็นเรื่องมิชอบหรือผิดรัฐธรรมนูญได้ ในส่วนของประชาชนก็มีอำนาจนี้อยู่ในมือเหมือนกัน คือสามารถรวมตัวกันฟ้องร้องต่อศาลได้เช่นกัน แต่ในทางกลับกัน ตัวประธานาธิบดีเอง ก็มีสิทธิ์ที่จะอุทธรณ์คำตัดสินของศาลได้ ถ้าเห็นว่าตัวเองทำถูกต้องแล้ว
ส่วนกรณีของทรัมป์ที่กำลังคาราคาซังอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร คนที่บาดเจ็บที่สุดก็คือทรัมป์ เพราะสร้างความเหม็นเบื่อให้กับชาวอเมริกันแบบแทบจะรายวัน