สารพัดข้อความถูกส่งขึ้นสู่โลกออนไลน์มาจากทั้งฝั่งของกลุ่มเด็กวัยรุ่น ม.4 และกลุ่มที่สนับสนุนฝั่งของวิศวกร บางส่วนแฝงไปด้วยถ้อยคำที่รุนแรง และมีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์หลังจากได้เห็นคลิปวิดีโอบางส่วนที่ถูกเผยแพร่มาก่อนหน้านี้ จนหลายคน “อิน” จนต้องแสดงความคิดเห็นออกมา โดยเนื้อหาที่แชร์และแสดงความคิดเห็น ส่วนใหญ่เป็นไปในแง่ลบ ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกมีอารมณ์ร่วมต่อกรณีนี้ มีสมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า “เป็นผม ผมไม่จอด แต่ถ้าจอดแล้วโดนแบบนี้ ผมใส่หมดแมกเหมือนกัน” และอีกรายคอมเม้นท์ว่า “ลุงก็ทำเกินกว่าเหตุนะ ใจร้อนเกินไป พวกเขายังเด็กอยู่เลย มามือเปล่ากันทั้งนั้น อาวุธก็ไม่มี ไม่เห็นมีท่าทีจะทำร้ายใครเลย ผมไม่เห็นว่าจะต้องยิงเลย ยิงระยะเผาขนเสียด้วย”
ขณะที่ในวงการบันเทิง เหล่าคนดังที่ทราบข่าวนี้ ก็ต่างแสดงความคิดเห็นในกรณีที่เกิดขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเกียรติ กิจเจริญ หรือ ซูโม่กิ๊ก พิธีกรชื่อดัง ที่ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Kiat Kitcharoen ว่า “อายุ53 ต้องนอนให้เด็กรุมกระทืบ ใช่ไม๊?เพราะมันยังเด็กอยู่ ใช่ไม๊?ถ้ามีปืนแล้วไม่ยิง จะให้ขว้างเหรอ? งง ใครก็ได้ช่วยตอบที วันหลังจะได้ทำตัวถูก...”
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นกระแสสังคม และหลายคนต่างแสดงความเป็นห่วงถึงการแสดงออกจากคนทุกเพศ ทุกวัยในโลกออนไลน์ที่ “อิน” กับการเสพข่าวนี้ ทีมนิวมีเดียพีพีทีวี ได้สอบถาม พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.สถาบันราชานุกูล ซึ่งแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียทุกฝ่ายและให้ความเห็นว่า ว่า เป็นเรื่องธรรมดาในช่วงแรกของเหตุการณ์วิกฤต ที่ผู้สูญเสียคนเป็นที่รักหรือผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ใกล้ชิดได้มีการสูญเสียคนที่รัก ซึ่งไม่มีใครอยากให้เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้น กลไกแรกขึ้นอยู่กับพื้นฐานเดิมๆของแต่ละบุคคล จะเกิดความรู้สึกโกรธ วิตกกังวล เสียใจ แต่คนส่วนใหญ่จะค่อยๆปรับตัวและสามารถที่จะระงับอารมณ์เหล่านี้ได้ แต่ในปัจจุบันโซเชียลมีเดียทำให้ผู้รับรู้ข่าวสารทุกคนสามารถแสดงออกทางอารมณ์และรู้สึกร่วมได้กว้าง ลึกซึ้ง และรวดเร็ว การรับรู้รายละเอียดของข่าวต่างๆรายละเอียดมากเกินไป อาจทำให้บางครั้งไม่สามารถควบคุมการแสดงออกได้ดี เพราะรู้สึกร่วมอย่างมาก จึงแสดงออกอย่างที่เห็นกันในสังคมตอนนี้
พญ.อัมพร ย้ำว่า สำหรับการแสดงออกของคนในโลกออนไลน์ที่รุนแรงนั้น สื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆมีความสำคัญมาก เพราะหากยิ่งมีการเสนอข่าว หรือแสดงเนื้อหาที่สร้างความแตกแยก เกลียดชัง ยิ่งทำให้ผู้อ่านจมอยู่ในความรู้สึกขัดแย้งกันมากขึ้น ถ้าหากทุกฝ่ายใช้วิกฤตที่เกิดขึ้นนี้เป็นโอกาสของการเรียนรู้ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากอีกต่อไปหรือคลี่คลายความรุนแรงที่แฝงตัวอยู่ในสังคมก็จะเป็นประโยชน์และสร้างสรรค์มากกว่า