คงไม่มีใครคาดคิดว่าสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จะมีประชากรหลายล้านคนเผชิญกับความหิวโหย ความไม่มั่นคงของปากท้อง ไม่รู้ว่าจะมีอาหารมื้อต่อไปกินหรือไม่
จากงานวิจัยของสถาบันวิจัย เซ็นเตอร์ ฟอร์ อเมริกัน โพรเกรส ในเดือนมกราคม 2014 พบว่า ประชากรสหรัฐฯ กว่า 49 ล้านคนจากที่มีอยู่ 320 ล้านคน หรือ 1 ใน 7 ของคนอเมริกันต้องประสบกับภาวะขาดแคลนอาหาร ขัดแย้งกับการเป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายเพื่อความอยู่ดีกินดีเฉลี่ยต่อหัวมากที่สุดในโลกสวนทางกับภาพเหลือกินเหลือใช้และอาหารเหลือนับพันล้านตันที่ถูกทิ้งไปเป็นขยะในแต่ละปี การช่วยเหลือคนเหล่านี้จึงเกิดขึ้น
Soup Kitchen ที่มีอยู่หลายร้อยหลายพันแห่งที่พึ่งของคนที่มีอาหารไม่พอกิน ที่นี่เป็นโรงครัวในโบสถ์ที่มีผู้เข้ามารับอาหารเกือบจะแทบทุกวัยตั้งแต่ผู้สูงอายุไปจนถึงเด็กๆ
แนวคิดเรื่องธนาคารอาหารหรือฟู้ดแบงค์ในสหรัฐฯ เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 1960 จากโกดังหลังหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ขอรับบริจาคอาหารจากคนที่มีเหลือและกินไม่หมดเพื่อนำไปให้คนจน และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องยาวนานมากว่า 50 ปีแล้ว ขณะนี้มีธนาคารอาหารแบบนี้ทั่วประเทศนับร้อยแห่ง
ในโกดังนี้ไม่ต่างอะไรกับซุปเปอร์มาร์เก็ต มีทั้งอาหารแห้ง อาหารกระป๋อง อาหารสด ผักผลไม้ ไปจนถึงของใช้จำเป็นบางอย่าง เช่น ผ้าอ้อมเด็ก ต่างกันแค่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ขายแต่มีไว้เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ที่ต้องการมัน
ผู้จัดการธนาคารอาหารแห่งนี้บอกกับเราว่าธนาคารอาหารนั้นเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความยากจนได้เป็นอย่างดี
ความเติบโตก้าวหน้าของกิจการเช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีนัก แต่ในเมื่อความอดอยากยังคงคุกคามชีวิตผู้คน ธนาคารอาหารก็ยังต้องทำหน้าที่ต่อไป