หลังจากที่ ประธานาธิบดี ปาร์ก กึน ฮเย ของเกาหลีใต้ ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินถอดถอนออกจากตำแหน่ง เธอยังต้องลุ้นว่าจะถูกฟ้องร้องในคดีอื่นๆ อีกหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นคดีทุจริต ในการนำเอกสารลับของรัฐบาลไปเปิดเผยให้กับคนสนิทของเธอ ชอย ซุน ซิล หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบที่เป็นการเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ ปาร์ก กึน-ฮเย ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศเกาหลีใต้ ที่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทหารที่สำคัญ ทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก การเผชิญหน้าระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ทำให้ความตรึงเครียดขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกาหลีเหนือมีการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง จนถึงขั้นที่อ้างว่าสามารถทำลายเป้าหมายได้ไกลถึงสหรัฐฯ
ด้านพญาอินทรีก็ไม่ทอดทิ้งมิตรสหายอย่างเกาหลีใต้ให้เผชิญกับการคุกคามของเกาหลีเหนือโดยลำพัง เดินหน้าติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ความตึงเครียดที่ยกระดับอย่างรวดเร็วนี้ ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศในภูมิภาค โดย จีน และ รัสเซีย ได้เตือนเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า การติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐในเกาหลีใต้ ถือเป็นภัยคุกคาม และนับเป็นการนับถ้อยหลังสู่การเผชิญหน้าด้วยกำลังทหาร
แต่ก่อนจะถึงการเผชิญหน้าด้วยกำลังทหาร จีนก็เริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการค้าแล้ว โดยสั่งระงับบริษัททัวร์ไม่ให้ขายแพ็คเกจท่องเที่ยวไปเกาหลีใต้ และไล่ปิดห้างในเครือบริษัท Lotte ของเกาหลีใต้ในประเทศจีน แม้จะเหลืออีก 57 วัน ก่อนที่เกาหลีใต้จะต้องผู้นำคนใหม่ แต่สหรัฐฯ ก็ไม่รอช้า เดินเครื่องติดตั้งระบบป้องกันเต็มที่ แถมยังมีข้อแม้ว่าต้องมีเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯประจำการอยู่เพื่อควบคุมเครื่องด้วย
และที่สำคัญเหตุการณ์เหล่านี้ที่มีน้ำหนักพอที่จะชี้เป็นชี้ตายความสงบสุขของภูมิภาคนี้ กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความแตกแยกในประเทศเกาหลีใต้แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนหลังสงครามเกาหลี และอาจมีอนาคตระดับภูมิภาคเป็นเดิมพัน