ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในกรุงเทพมหานคร มีอาคารสูงอยู่ทั้งหมดกว่า 10,000แห่ง ในจำนวนนี้ 1200-1500 แห่ง เป็นอาคารเก่า สร้างก่อนปี พ.ศ. 2535 และตามกฎหมายไม่ได้กำหนดให้ติดตั้งระบบสปริงเกลอร์ เพียงแต่กำหนดให้ติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยรูปแบบอื่นๆ เช่น ติดตั้งถังดับเพลิง สัญญาณเตือนเหตุเพลิงไหม้ รวมถึงการซ้อมแผนอพยพหนีไฟเท่านั้น โดยอาคารเก่าเหล่านี้ส่วนใหญ่จึงไม่มีระบบสปริงเกลอร์
อย่างไรก็ตาม กฎกระทรวงฉบับที่ 47 ภายใต้พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร กำหนดเพิ่มเติมว่า ในกรณีที่เจ้าพนักงาน ซึ่งในที่นี่ คือ สำนักงานเขต เห็นว่า อาคารใดมีระบบป้องกันที่ไม่ปลอดภัยสามารถสั่งการให้ติดตั้งเพิ่มเติมได้ โดยจะพิจารณาเป็นรายกรณี
นายพิชญะ จันทรานุวัฒน์ ประธานคณะทำงานประสานงานภัยพิบัติด้านอัคคีภัย สภาวิศวกร กล่วาว่า วิธีการตรวจสอบอาคารสูงของกรุงเทพมหานครก็มีปัญหา ปัจจุบันพบว่า ใช้วิธีการสุ่มตรวจเป็นหลัก เนื่องจาก มีบุคคลากรไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังใช้วิธีการให้เจ้าของอาคารสามารถจ้างบริษัทเอกชนเข้าตรวจสอบและส่งรายงานการประชุมกับกรุงเทพมหานครแทนได้ ซึ่งข้อมูลปี 2559 พบว่า อาคารสูง จาก 10,551 อาคาร ส่งรายงานการตรวจสอบแล้ว 7935 อาคาร ส่วนอีก 2616อาคาร ยังไม่ได้ส่งรายงาน ทั้งที่ขณะนี้ล่วงเลยกำหนดมาแล้วเกือบ 3 เดือน
ทั้งนี้ ยอมรับว่า แม้ในมาตรฐานวิชาชีพจะมีข้อกำหนดให้ติดตั้งระบบป้องกันไฟไหม้ และแนวทางต่างๆทั้งหมดไว้ แต่ก็ไม่สามารถบังคับให้ปฏิบัติได้ ขณะที่กฎหมายก็ระบุเพียงกว้างๆว่าระบบป้องกันไฟไหม้ต้องพร้อมใช้งาน ไม่ได้ลงรายละเอียดอื่นๆ