วันนี้ (29 มี.ค. 60) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าวันนี้เมื่อปีที่แล้ว ชาวเมียนมาร์และคนทั่วโลก ต่างยินดีกับนางอองซาน ซูจี ที่อดทนต่อสู้กับความกดขี่ของกองทัพ จนเอาชนะการเลือกตั้ง และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ตั้งแต่นั้นมา ชาวเมียนมาร์และทั่วโลก ต่างตั้งความหวังไว้สูงส่งว่า นางอองซานจะบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า และลดความขัดแย้งในประเทศที่มีมานานหลายสิบปีได้สำเร็จ แต่ทุกสิ่งกลับเป็นตรงกันข้าม เริ่มตั้งแต่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญา ซึ่งทางสหประชาชาติถึงกับพูดว่า เป็นการฆ่าคนตามอำเภอใจของกองทัพและตำรวจ ซึ่งเรื่องนี้ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ กำลังเข้าไปตรวจข้อเท็จจริง
ไม่เพียงเท่านั้น กองกำลังฝ่ายรัฐบาล ก็เปิดศึกแนวรบใหม่กับชนกลุ่มน้อยโกกั้ง ทำให้ประชาชนไม่ต่ำกว่า 2,000คน ต้องข้ามชายแดนหนีตายไปยังประเทศจีน เรื่องนี้คนที่สนับสนุนนางอองซานก็ออกมาบอกว่า ตัวนางอองซานถึงแม้จะเป็นผู้นำประเทศตัวจริง แต่ก็ทำอะไรได้ไม่มาก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับท็อปบูธ ที่เขียนขึ้นโดยทหาร ห้ามเธอเข้ายุ่งเกี่ยวในกิจการของกองทัพอย่างเด็ดขาด
แต่นางอองซานก็ไม่ละความพยายามเสียทีเดียว เธอพยายามตั้งโต๊ะเจรจา เพื่อหวังนำสันติภาพกลับมาสู่ประเทศ แต่นั่นก็ทำให้เธอละเลยในเรื่องอื่น โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ จนทำให้เศราฐกิจเริ่มชะลอตัว นักลงทุนต่างชาติก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด วันนี้ คนที่วาดความหวังกับรัฐบาลนางอองซาน เริ่มจะหมดความอดทน เพราะรัฐบาลพลเรือนที่อ้างไว้ ไม่เป็นจริงอย่างที่พูด เพราะกองทัพยังมีอิทธิพบอยู่มาก แม้แต่ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่นางอองซานพยายามนักพยายามหนา ก็ยังไม่สำเร็จเสียที และที่สำคัญ รัฐบาลพลเรือนของนางอองซาน ดูๆ ไปแล้วก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลเผด็จการ เพราะรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ก็ไม่ต่างอะไรจากหุ่นกระบอก คือไม่มีสิทธิในการตัดสินใจอะไร และทุกอย่างจะต้องรอคำสั่งจากนางอองซานเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ยังเหลือเวลาอีก 4 ปีให้นางอองซาน และรัฐบาลได้แสดงฝีมือ แต่ดูจากอุปสรรคที่เรื้อรังมานาน หญิงเหล็กแห่งเมียนมาร์คนนี้ คงต้องเหนื่อยอีกมาก