โดยเป็นคำยืนยันของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่รับผิดชอบการร่างกฎหมายลูก 10 ฉบับ ให้เสร็จในอีก 8 เดือน โดยมั่นใจว่า เร็วสุดจะเสร็จทันในเดือนธันวาคมนี้ ส่วนนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ก็กำชับให้กรรมาธิการพิจารณากฎหมาย ทุกคณะ พิจารณาให้เสร็จภายใน 45 วัน
สำหรับไทม์ไลน์การเดินหน้าสู่สนามเลือกตั้ง นับจากวันนี้ 8 เดือน เป็นช่วงการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ส่งให้ สนช. พิจารณา 2 เดือน จากนั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 30 วัน ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย กระบวนการนี้คาดใช้เวลาประมาณ 13 เดือน
เมื่อ กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. มีผลบังคับใช้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ส.ต้องแล้วเสร็จภายใน 5 เดือน ทำให้คาดว่า การเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นในราวเดือน ตุลาคม ถึง พฤศจิกายน 2561
ส่วนระบบการเลือกตั้ง ส.ส. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ใช้ชื่อว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ไม่เคยใช้ในประเทศไทย ใช้ “บัตรเลือกตั้ง” เพียงใบเดียว ลงคะแนนเลือก ทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน
ทุกคะแนน ที่ลงให้ “ส.ส.แบบแบ่งเขต” จะถูกนำไปคำนวณเป็นคะแนนนิยมของพรรคการเมือง ว่าจะได้จำนวนเก้าอี้ในสภามากที่สุดกี่ที่นั่ง เช่น พรรค ก.ไก่ คำนวณได้ 200 ที่นั่งในสภา แต่จำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต มีเพียง 180 ที่นั่ง ซึ่งไม่ถึง 200 ที่นั่ง ตามที่จะได้ ก็จะชดเชย ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพิ่มเข้าไป 20 ที่นั่งให้ครบจำนวน ระบบนี้เชื่อว่า โอกาสที่พรรคการเมืองใด จะได้ที่นั่งเกินกึ่ง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว เกิดขึ้นได้ยาก หรือ “ปิดโอกาส” เลยก็ว่าได้ แนวโน้มรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง จึงมีโอกาสเป็น “รัฐบาลผสม” มี “นายกรัฐมนตรี” มาจากเสียงโหวตของ “วุฒิสภา” ในช่วง 5 ปีแรก เพื่อควบคุม และดูแลรัฐบาลชุดใหม่ ให้ทำงานปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ได้อย่างน้อย 2 รัฐบาลหากอยู่ครบ 4 ปีตามอายุสภาฯ
ขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็ถูกกำหนด โดยรัฐบาล และ คสช. ชุดปัจจุบัน ที่ในอีก 4 เดือนข้างหน้า ร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะมีผลบังคับใช้ เท่ากับว่า รัฐบาลชุดใหม่ในอีก 8 ปี หลังการเลือกตั้ง อาจมีโฉมหน้า ไม่ได้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยมากนัก เพราะมีร่างเงา “ลายพราง” ของกองทัพเข้ากำกับกลไกต่างๆ ไว้ และภาพลักษณ์ “รัฐบาลลายพราง” อาจอยู่คู่การเมืองไทย ไปถึง 20 ปี ตามเป้าหมายของ คสช.ก็เป็นได้