เจ้าหน้าที่อีโอดี ใช้ปืนแรงดันน้ำยิงทำลายเพื่อตัดวงจรระเบิด บริเวณเสาไฟฟ้าริมถนนสายปัตตานี-ยะลา ตำบลเมาะมาวี อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ตรวจสอบพบเป็นระเบิดบรรจุในท่อเหล็ก น้ำหนัก 15 กิโลกรัม จุดชนวนแบบตั้งเวลา และยังพบระเบิดอีก 1 ลูก ในตำบลบาราโฮม อำเภอเมืองปัตตานีด้วย คาดว่าเป็นระเบิดของผู้ก่อเหตุกลุ่มเดียวกัน ที่ก่อเหตุลอบวางระเบิดหลายจุดเมื่อคืนวานนี้ ( 6 เม.ย. 60 ) ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้ตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงไปยังผู้ก่อเหตุ
หากไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกคืนวานนี้ จะสังเกตว่าเหตุระเบิดเกือบ 20 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เกือบทั้งหมดเป็นบริเวณเสาไฟฟ้า และเสาไฟฟ้าแรงสูง โดยก่อเหตุในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูง เผาเสาไฟฟ้า เผายางรถยนต์บนถนน และโรยตะปูเรือใบ โดยเฉพาะปัตตานี มีเสียงระเบิดดังติดต่อกันกว่า 10 ลูก ใน 6 อำเภอ มีเสาไฟฟ้าเสียหาย 18 ต้น และเวลาไล่เลี่ยกันก็ยังเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้ ในจังหวัดนราธิวาส ยะลา และในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา มีเสาไฟฟ้าได้รับความเสียหายรวม 34 ต้น และยังส่งผลให้หลายพื้นที่กระแสไฟฟ้าดับ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าการก่อเหตุครั้งนี้มุ่งเน้นเพียงเพื่อทำลายระบบไฟฟ้าเท่านั้น โดยไม่มีการก่อเหตุรุนแรงอื่นตามมาอีก
พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่าการก่อเหตุที่เกิดขึ้น มุ่งเน้นสร้างความเดือดร้อนเป็นหลัก และรองลงมาเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของอำนาจรัฐต่อแนวทางการแก้ปัญหาในพื่นที่ แต่ไม่อยากให้เชื่อมโยงกับการพูดคุยสันติภาพ
แม้ กอ.รมน. จะยืนยันว่าเหตุลอบวางระเบิดหลายจุดที่เกิดขึ้น ไม่เชื่อมโยงกับการพูดคุยสันติสุข แต่นักวิชาการในพื้นที่ ตั้งข้อสังเกตว่าหลังการพูดคุยสันติภาพครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน 2559 กลับยังเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อคืนวานนี้ ถือเป็นเหตุใหญ่ในรอบ 5 เดือน
ผู้ช่วยศาสตรจารย์อับดุลรอซะ วรรณอาลี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสาเหตุมาจากการเจรจาที่ยังไม่ลงตัวกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ในระหว่างการแสวงหาสันติสุข แต่สิ่งที่เกิดขึ้น จะเป็นคำตอบที่แสดงว่าหลายอย่างที่ยังไม่ลงตัว ดังนั้นทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายเห็นต่าง ก็ต้องเอาใจช่วยเพื่อให้หาจุดที่ลงตัวให้ได้ เพื่อความสงบสุขกลับคืนมา
ส่วนการเกิดเหตุการณ์ระหว่างการเจรจานั้น ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความต้องการของแต่ละฝ่ายที่ยังหาไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จึงอาจเป็นการสร้างอำนาจต่อรอง
นอกจากนี้ นักวิชาการยังมองว่า สาเหตุของการก่อสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ปัจจุบันมาจากหลายปัจจัย อาจจะเกิดจากกลุ่มที่เห็นต่างกับรัฐ หรือ อาจเป็นความขัดแย้งกันเองในกลุ่มที่เห็นต่างภาครัฐ รวมถึงอาจเป็นกลุ่มอื่นที่นอกเหนือที่ได้ผลประโยชน์จากการก่อเหตุ ซึ่งภาครัฐต้องเป็นฝ่ายที่รวบรวมข้อมูลและหลักฐาน เพื่อชั่งน้ำหนักว่าสาเหตุหลักของการก่อเหตุนั้นมาจากกลุ่มใด