ทีมนิวมีเดียพีพีทีวีจะพาทุกคนไปรู้จัก “โรคข้อเข่า” หรือ “ข้อเท้าเสื่อม” ว่าเกิดจากอะไร และมีวิธีรักษาอย่างไรให้หาย โดยผ่านการพูดคุยกับ นพ.ศริษฏ์ หงส์วิไล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ที่บอกเล่าว่า โรคข้อเข่าหรือข้อเท้าเสื่อมในอดีตจะพบมากในผู้ป่วยวัยสูงอายุ แต่ปัจจุบันกลับมีผู้ป่วยในวัยทำงานและวัยรุ่นเพิ่มขึ้นด้วย โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายเกือบ 1เท่า
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคข้อเท้าหรือข้อเข่ามี 10 สาเหตุด้วยกัน คือ อายุเพิ่มขึ้น , อ้วนเกินไป , ใช้ข้อเข่าอย่างหนัก , เคยติดเชื้อที่ข้อเข่า , ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ , เพศ (เพศหญิงเสี่ยงมากกว่าเพศชาย) ,พันธุกรรมจากพ่อแม่ ญาติพี่น้อง , โรคกระดูกข้อเข่าตายจากภาวะขาดเลือดมาเลี้ยง , เคยเกิดอุบัติเหตุข้อเข่ารุนแรง และ ข้อเข่าพิการมาแต่กำเนิด ลักษณะอาการของโรคข้อเข่าหรือข้อเท้าเสื่อม จะมีอาการปวดมากเวลาเดิน ขึ้นลงบันได หรือ ลุกนั่ง เป็นต้น รวมไปถึงเข่าจะมีลักษณะผิดรูปจากเดิม โค้งออก เกเข้าใน เข่าติดขยับ เหยียด งอลำบาก
หลายคนอาจสงสัยว่าอย่างการใส่รองเท้าที่ไม่มีการรองรับน้ำหนักเท้าจะส่งผลต่อโรคข้อเข่าหรือเท้าเสื่อมหรือไม่ ?
นพ.ศริษฏ์ บอกว่า การใส่รองเท้าที่ไม่มีการรองรับน้ำหนักเท้าไม่ส่งผลต่อการเกิดปัญหาโดยตรง เนื่องจากการใส่รองเท้าที่ไม่มีการรองรับน้ำหนักเท้า จะส่งผลแค่ทำให้เกิดการเจ็บข้อเท้า หรือมีอาการปวดเท่านั้น อย่างเช่นการใส่รองเท้าออกกำลังกายจะสัมพันธ์ความทรงตัวเวลาที่ออกกำลังกาย ส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงข้อเข่าและข้อเท้าจะขึ้นอยู่กับอุบัติเหตุมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราใส่รองเท้าแฟชั่น หรือแม้กระทั่งรองเท้าออกกำลังกาย ไปวิ่งแล้วเราวิ่งผิดวิธี อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ อย่างข้อเท้าพลิก เป็นต้น
หากเป็นโรคข้อเข่าหรือข้อเท้าเสื่อมแล้ว จะมีวิธีดูแลรักษาอย่างไรให้หาย ?
สำหรับวิธีการดูแลรักษาการเสื่อมของข้อเข่าและข้อเท้าแบ่งออกเป็น 3 แบบหลักๆ คือ 1.การเปลี่ยนแปลงการชีวิตประจำวันของผู้ป่วย เช่น การลดน้ำหนัก , การหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ปวดข้อเข่า และ การออกกำลังกายที่ไม่มีแรงกระแทกข้อเท้าข้อเข่าอย่างการปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น 2.การใช้ เช่น การกินยาแก้ปวดเพื่อลดอาการปวดบริเวณข้อเข่า และข้อเท้า 3.การผ่าตัดรักษาข้อเข่า คือการการเปลี่ยนข้อเข่าใหม่ จะสามารถผ่าตัดได้ก็ต่อเมื่อข้อเข่ากระดูกของผู้ป่วยมีความเสียหายมาก
หากจำเป็นต้องผ่าตัด จะสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิมหรือไม่ ?
ด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะเป็นที่มาของความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดรวมถึงต้องรักษาตัวเป็นเวลานานกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิม ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยจึงลังเลในการเข้ารับการผ่าตัด นพ.ศริษฏ์ อธิบายว่า ปัจจุบันมีพัฒนาการผ่าตัดที่ทันสมัยยิ่งขึ้น อย่างเทคนิคการผ่าตัดแบบทะนุถนอมเนื้อเยื่อไม่ให้บอบช้ำ และยังมีการใช้เครื่องจี้ห้ามเลือดด้วยคลื่นวิทยุ (Aquamantys) ที่จะไม่ทำให้เนื้อเยื่อเกรียม และระบบบริหารยาลดความเจ็บปวด รวมไปถึงการฟื้นฟูกล้ามเนื้อเข่าหลังผ่าตัดโดยทีมกายภาพช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดและทำกายภาพบำบัดด้วยเครื่อง Alter G (Anti Gravity Treadmill) หรือลู่วิ่งต้านแรงโน้มถ่วง เพราะเป็นเครื่องมือกายภาพบำบัดที่เมื่อคนไข้เดินเข้าไปแล้ว ระบบจะทำการอัดอากาศเข้าไปเพื่อพยุงตัวให้ลอยขึ้น เปรียบเสมือนเดินอยู่ในลูกบอลลูน คนไข้จึงกล้าก้าวเดิน เพราะไม่เจ็บขณะลงน้ำหนัก นักกายภาพจะปรับการต้านแรงโน้มถ่วงจากมากไปหาน้อยเพื่อให้ผู้ป่วยปรับตัวกับการรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทีละน้อยได้ สามารถกลับบ้านใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่ยังไม่แนะนำให้วิ่งหรือกระโดด ให้เล่นกีฬาที่ไม่หนักจนเกินไป เช่น ตีกอล์ฟ ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ
“เกร็ดความรู้เล็กน้อยจากคุณหมอเวชศาสตร์กีฬาและออกกำลังกาย”
นพ.อี๊ด ลอประยูร ผู้อำนวยการอาวุโสสถาบันเวชศาสตร์กีฬาและออกกำลังกาย (BASEM) โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ให้ความรู้ว่า หากเกิดการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าและข้อเข่า วิธีที่รักษาง่ายและเร็วที่สุด คือการกินยาแก้ปวด ประคบน้ำร้อน ใช้ผ้าพันขา ก็สามารถช่วยลำอาการอักเสบและเจ็บได้ดี แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหาสาเหตุที่ปวดมากกว่า เช่น มาจากการใส่รองเท้าผิดวิธี หรือ ออกกำลังกายถูกวิธีหรือไม่
นี่ก็คืออาการและวิธีการดูแลรักษาของโรคข้อเข่าหรือข้อเท้าเสื่อมครับทุกคนลองตรวจเช็คเข่าและเท้าของคุณดูว่า “มีปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคข้อเข่าหรือข้อเท้าหรือไม่ ?”