แนวทางการต่อสู้ที่ไม่ชัดเจน และความยากลำบากในการชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป คือ สาเหตุหลัก ที่ทำให้อดีตแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนคนนี้ ตัดสินใจหันหลังให้ขบวนการฯ เมื่อ 5 ปีก่อน และมอบตัวกับฝ่ายความมั่นคง ผ่านโครงการพาคนกลับบ้าน เขามองว่าความจริงใจและการปฏิบัติตัวของเจ้าหน้าที่ที่มีต่อเขา ทำให้เขามั่นใจว่า จะสามารถกลับไปอยู่ในสังคมได้ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ
ไม่ใช่แค่ชายคนนี้ที่เป็นผลผลิตจากโครงการพาคนกลับบ้าน แต่ผู้ที่ทำงานกับโครงการบอกว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีแนวร่วมมากถึง 4,460 คน ที่ฝ่ายความมั่นคงดึงออกมาจากขบวนการได้สำเร็จ นี่เป็นตัวเลขที่ฝ่ายความมั่นคงระบุว่าสามารถทำลายโครงสร้างของกลุ่มแนวร่วมได้ จนเกิดการตอบโต้ ด้วยการก่อเหตุ
แม้ฝ่ายความมั่นคงจะมองว่าเป็นผลสำเร็จ แต่ตัวเลขนี้ ก็ถูกตั้งคำถามจากภาคประชาสังคมในพื้นที่ว่า เป็นจำนวนของนักรบที่ต้อสู้กับรัฐจริงหรือไม่ ความพยายามดึงกลุ่มแนวร่วม เพื่อให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ให้มากขึ้น แม้จะทำให้จำนวนนักรบลดลงได้จริง แต่หากมองจากแบบแผนการก่อเหตุในระยะหลัง นี่เป็นรูปแบบของคนที่อยู่ในระหว่างการฝึก นั่นหมายความว่า มีความพยายามที่จะสร้างนักรบรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
ภาคประชาสังคม ให้น้ำหนักประเด็นการก่อเหตุในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลมาจากกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่ขณะนี้กำลังลงลึกในรายละเอียด การลดจำนวนนักรบลง มีความเป็นไปได้ที่อาจกระทบกับปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายผู้เห็นต่าง แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลสำหรับการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ
ศักดิ์ดา ดุลยาชีวะ ถ่ายภาพ
อัฟนัน อับดุลเลาะ รายงาน