วันนี้ (28 เม.ย.60) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ ในราคาถูกกว่าท้องตลาดมาจำหน่ายให้กับผู้ใช้แรงงานและประชาชนผู้มีรายได้น้อยในย่านนิคมอุตสาหกรรมหรือ สถานประกอบการทั่วประเทศเพื่อลดค่าครองชีพ เนื่องจากแรงงานเป็นฟันเฟืองในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจให้เกิดความเจริญเติบโต และรัฐบาลมีนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพื่อเพิ่มรายได้ และลดความเลื่อมล้ำของประชาชน โดยเฉพาะภาคแรงงาน จึงต้องมีการพัฒนาคุณภาพของผู้ใช้แรงงานและดูแลค่าครองชีพให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น
สำหรับการจัดงานครั้งนี้เป็นการจัดงานเนื่องในโอกาส “วันแรงงานแห่งชาติ” กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับ กระทรวงแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาแรงงานแห่งประเทศไทย สภาองค์การลูกจ้างแห่งประเทศไทย สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย ดำเนินการจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดเพื่อช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับผู้ใช้แรงงานและประชาชนผู้มีรายได้น้อยตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้ชื่องาน “มหกรรมธงฟ้าเพื่อแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ระหว่างวันที่ 28 เม.ย. – 2 พ.ค. 60 ตั้งแต่เวลา 09.00 - 21.00 น. ณ บริเวณลานพลาซ่า อินดอร์สเตเดี้ยม สนามกีฬาหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร
ภายในงานจะจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด และสินค้าเกษตรจากผู้ผลิตและฟาร์มโดยตรง รวมทั้งอาหารสำเร็จรูป ในราคาพิเศษถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปประมาณ ร้อยละ 15 – 40 ประกอบด้วย ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย เนื้อสัตว์ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก แชมพู เครื่องปรุงรส อาหารสำเร็จรูป เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้ผลิตที่เข้าร่วม “โครงการธงฟ้าประชารัฐ” อาหารปรุงสำเร็จราคาประหยัด (ไม่เกิน 35 บาท/จาน/ชาม/ถุง) จากร้านหนูณิชย์และหนูณิชย์ Food Truck สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจากศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) เช่น ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และสินค้าจากท้องถิ่นจาก “ตลาดต้องชม” และสินค้า OTOP ได้แก่ อาหาร ผลิตภัณฑ์ชุมชน หัตถกรรมและสมุนไพรพื้นบ้าน มากกว่า 500 คูหา
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ คาดว่าจะมีผู้ใช้แรงงานและประชาชนเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 60,000 คน สามารถลดค่าครองชีพประชาชนได้ประมาณ 20 ล้านบาท และนอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อลูกจ้าง/แรงงานในการบรรเทาภาระค่าครองชีพแล้ว ยังเป็นการเพิ่มกำลังซื้อ รวมทั้งเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) OTOP และเกษตรกรด้วย