ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับแก้ไขกฎหมายสื่อของกรรมาธิการ สื่อ สปท. ครั้งนี้ ถือว่ายังเป็นการถอยเพียงครึ่งทางเท่านั้น เพราะ กรรมาธิการยังคงเจ้าหน้าที่รัฐ 2 คนนั่งเป็นกรรมการสภาวิชาชีพ และเรื่องนี้ เป็นเหตุผลที่ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน และสื่อรัฐสภา ร่วมกันเรียกร้องให้ตีตกรายงานฉบับนี้
ทั้งนี้ ตัวแทนวิชาชีพสื่อมวลชน พร้อมด้วย สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้ร่วมกันสวมเสื้อสีขาว สกรีนข้อความที่ระบุว่า “หยุดตีทะเบียนสื่อ ครอบงำประชาชน” เข้ายื่นหนังสือถึง นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อขอให้ทบทวนและถอน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ..... ออกจากการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่
นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เรียกร้องให้ขอให้ตีตก และ จัดทำรายงานฉบับนี้ใหม่ทั้งหมด โดยให้สื่มมวลชนและองค์กรวิชาชีพ ได้มีส่วนร่วมวางกลไกกำกับดูแลตัวเอง โดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาแทรกแซง ขณะที่ นายอลงกรณ์ รับข้อเรียกร้องของสื่อมวลชน และไม่ขอตอบว่าที่ประชุมจะมีมติอย่างไร
ส่วนในที่ประชุมใหญ่ สปท. คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อมวลชน ได้เสนอรายงานเรื่องนี้ต่อที่ประชุมใหญ่ โดยได้ปรับแก้ กฎหมายสื่อฉบับนี้ ใน 2 ประเด็น คือ การเปลี่ยน “ใบวิชาชีพ” ที่ออกโดยสภาวิชาชีพฯ เป็น “ใบรับรองวิชาชีพ” ที่สำนักข่าวเอกชนออกให้ แต่ต้องแจ้งให้สภาวิชาชีพทราบ และตัดบทกำหนดโทษจำคุกออกจากกฎหมาย แต่ยังคงหลักการที่ต้องมีตัวแทนภาครัฐเข้าเป็นกรรมการสภาวิชาชีพเช่นเดิม
ทั้งนี้ ระหว่างการนำเสนอรายงาน นายกษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. คัดค้านหลักการของ คณะกรรมาธิการ โดยยืนยัน ว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนไม่ควรมี “รัฐ” เข้ามาแทรกแซง และควรให้สื่อควบคุมกันเอง ทำงานอย่างอิสระ ซึ่งหากทุกฝ่ายเห็นชอบในเรื่องนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องอภิปรายในรายละเอียดอื่น
สำหรับการพิจารณา ของ สปท. วันนี้ ผลที่ออกมาจะมี 3 แนวทาง คือ เห็นชอบ ส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ไม่เห็นชอบ ให้ถอนการพิจารณา และสุดท้ายคือ ไม่มีการลงมติ และให้คณะกรรมาธิการกลับไปปรับปรุงรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้านครับ