หลังจากการหาเสียงและเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ดุเดือด ดูเหมือนว่าฝรั่งเศสจะรอดพ้นจากกระแสชาตินิยมขวาจัด และความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดในยุโรป แต่ความท้าทายที่แท้จริงของว่าที่ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง กำลังจะเริ่มขึ้นหลังจากนี้ อย่างแรกคือการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่า มาครง จะประกาศภายในสัปดาห์นี้ โดยนายกรัฐมนตรีจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากสำหรับ มาครง เพราะจะเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกคณะรัฐมนตรีคน และผลักดันนโยบายของพรรค อองมาร์ช ในสภาแห่งชาติ หรือว่าสภาล่างของฝรั่งเศส
สื่อฝรั่งเศสหลายสำนักก็คาดการณ์ไปต่างๆ นานา ว่าใครจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนี้ โดยหนึ่งในตัวเต็งก็คือ นางคริสตีน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือว่าไอเอ็มเอฟ เนื่องจากเป็นที่ยอมรับทั้งในฝรั่งเศสและในต่างประเทศ ซึ่งเหมาะสมกับความท้าทายที่ มาครง ต้องเผชิญ นั่นคือการต่อสู้ในสภา ซึ่งหากพรรคอองมาร์ชได้เสียงข้างมากในสภาในการเลือกตั้งรัฐสภาที่จะมีขึ้นในเดือนหน้าก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ในความจริง มีความเป็นไปได้น้อยที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะพรรคอองมาร์ชของมาครงเองยังไม่มี ส.ส.ในสภาเลย
ทางที่เป็นไปได้มากกว่าคือจัดรัฐบาลผสม ซึ่งหากมาครง ที่เป็นนักการเมืองเลือดใหม่ อายุ 39 ปี ต้องการจะผลักดันนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง ก็ต้องจัดการให้รัฐบาลผสมสามารถทำงานได้อย่างลื่นไหล ซึ่งก็ดูเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน
ขณะที่เส้นทางการเมืองของ เลอ เปน ก็ยังไม่สิ้นสุดที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ และดูเหมือนว่าเธอกำลังจะเริ่มต้นบทบาทใหม่ ชาวฝรั่งเศสกว่า 11 ล้านคน ลงคะแนนให้ เลอ เปน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่าคะแนนที่ ฌอง-มารี เลอ เปน บิดาของเธอ เคยทำไว้สมัยชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2002 เกือบเท่าตัว ในมุมหนึ่ง ถือว่า เลอ เปน บรรลุเป้าหมายของเธอส่วนหนึ่งแล้ว ในการเป็นที่ยอมรับของชาวฝรั่งเศสมากขึ้น
และในตอนนี้ เลอ เปน ก็ได้ประกาศว่าจะเปลี่ยนบทบาทมาทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างจริงจัง เพื่อตรวจสอบนโยบายและการทำงานของรัฐบาลมาครงอย่างใกล้ชิด ซึ่งความท้าทายอันดับแรกของเธอก็คือ จะต้องคว้าที่นั่งในการเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 11 – 18 มิถุนายนนี้ ให้ได้เสียก่อน
และหากมองล่วงหน้าไปอีก หากผ่านไป 5 ปี มาครง ไม่สามารถทำตามสัญญาได้ ถึงวันนั้นชาวฝรั่งเศสที่เคยลังเลก็อาจจะเทคะแนนให้ เลอ เปน อย่างท่วมท้นได้เหมือนกัน