วงเสวนาเห็นพ้องปัญหา “แท็กซี่” ต้องแก้โครงสร้าง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. จัดงานเสวนา “มิติใหม่แท็กซี่ไทยสะดวก ปลอดภัย กว่าที่เคย” เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพแท็กซี่ ทั้งหมดเห็นพ้องว่าต้องใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาด้วยการแก้โครงสร้างระบบการสื่อสาร พร้อมตั้งศูนย์บริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญในงานเสวนาครั้งนี้ คือการเปิดตัว แอพพลิเคชั่น “แท็กซี่ โอเค” ที่ สจล. เป็นผู้คิดค้น ภายใต้ความคิด สร้างความปลอดภัยผู้ใช้บริการและคนขับแท็กซี่ ที่คล้ายกับแอพพลิเคชั่นเรียกแท็กซี่ทั่วๆไป แต่จะวางระบบสอดคล้องกับกฎกระทรวงคมนาคมฉบับใหม่ ที่กำลังจะประกาศใช้ และกำหนดให้แท็กซี่มีอุปกรณ์ส่วนควบอย่าง มิเตอร์ กล้อง ระบบรูดบัตรยืนยันบุคคล ระบบดาวเทียม และปุ่มฉุกเฉินเมื่อมีเหตุร้ายซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งคนขับและผู้ใช้บริการ

รศ.ดร.เอกชัย สุมาลี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนครอัจฉริยะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) บอกว่า ปุ่มกดฉุกเฉิน จะใช้ได้ทั้งคนขับและผู้โดยสาร ในการแจ้งเตือนเหตุด่วนเหตุร้ายเพื่อการเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อันเป็นนวัตกรรมใหม่ที่แท็กซี่ไทยไม่เคยนำมาใช้ แต่เป็นรูปแบบที่ทั่วโลกใช้ควบคุมและได้ผลลัพท์ที่ดี โดยการส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย 3G ไปยังศูนย์ควบคุม ซึ่งในระยะเวลาอันใกล้นี้คาดว่า กรมการขนส่งทางบก กำลังทบทวนการออกประกาศ ให้แท็กซี่ที่จดทะเบียนใหม่ทุกคันติดตั้งในเร็วๆ นี้ ส่วนแท็กซี่เก่าทั้งที่ไม่เคยติดตั้งหรือติดตั้งระบบคล้ายกันนี้ แต่ไม่เป็นไปตามประกาศดังกล่าวจะอนุโลมให้เข้ามาติดตั้งภายใน 2-3 ปี อันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทั้งระบบ



ขณะที่ความเห็นในวงเสวนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยกระดับคุณภาพแท็กซี่ โดยใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อระบบโครงสร้างการสื่อสารในรูปแบบของศูนย์บริหารจัดการ ที่ กรมขนส่งทางบก พยายามผลักดันช่วงปลายปี ให้แท็กซี่มีสังกัดในศูนย์ย่อยเพื่อเพิ่มการตรวจสอบ โดยมีแอพพลิเคชั่น ของ บริษัทต่างๆ เป็นตัวเชื่อมข้อมูลมายังศูนย์  เพื่อควบคุมและคัดกรองแท็กซี่แต่ละคัน  สอดคล้องกับความเห็น ของ ผู้อำนวยการฝ่ายแท็กซี่สัมพันธ์ แอพพลิเคชั่น แกร็บ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในการพัฒนาแท็กซี่ ที่เน้นเรื่องความปลอดภัย และไม่คิดว่าผู้ประกอบการอื่นจะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ


สุวดี เฟื่องโคตร ผู้อำนวยการฝ่ายแท็กซี่สัมพันธ์ Grab กล่าวว่า แกร็บ เป็นผู้ให้บริการเรียกแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่นที่มีผู้ใช้งานและผู้ขับขี่ครอบคลุมถึง 7 เมืองทั่วประเทศไทย โดยบริการแรกที่เปิดให้บริการก็คือบริการแท็กซี่ ซึ่งในปัจจุบันแกร็บมีกลุ่มฐานผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นและผู้ขับขี่จำนวนมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยให้ความสำคัญในเรื่องของความปลอดภัยสูงสุด แกร็บมีความยินดีที่ทางภาครัฐมีแนวทางการพัฒนาในเรื่องดังกล่าว และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

“จะต้องฝากความหวังไปที่ภาครัฐและกรมขนส่งแล้วว่า ในยุคไทยแลนด์ 4.0 กับทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังจะเกิดไปในแนวทางนี้ ในมุมของกรมขนส่งจะทำให้โทรคมนาคมขนส่งสาธารณะปลอดภัยกับผู้โดยสารได้อย่างไร ยกระดับคุณภาพชีวิตคนขับได้อย่างไร ให้เขารู้สึกว่าอยากจะให้บริการ เขามีความสุขที่จะให้บริการ ถ้าคนขับมีความสุขในการให้บริการ มันจะถูกส่งต้องออกไป ผู้โดยสารก็จะได้รับความสุขในการให้บริการ” คุณสุวดีกล่าว

ส่วนกรณีผู้โดยสารถูกไล่ลงจากรถกลางทางหรือโดนคุกคามทางเพศ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น หน่วยงานที่รับผิดชอบอย่าง กรมการขนส่งทางบก ควรจะมีการเพิ่มมาตรการในการคัดกรองหรือตรวจสอบผู้ที่จะมาขับแท็กซี่ เนื่องจากหลายกรณีเมื่อเกิดปัญหาและปรากฎเป็นข่าว พบว่าผู้ขับแท็กซี่บางคนมีพฤติกรรมไม่ดีหลายครั้ง หรือมีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมในการขับรถให้บริการประชาชน ทั้งที่ในความเป็นจริงระบบการขึ้นทะเบียนคนขับแท็กซี่นั้นมีอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถคัดกรองหรือควบคุมได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากข้อจำกัดของระบบตรวจสอบทั้งจากหน่วยงานรัฐ และผู้ประกอบการให้เช่ารถแท็กซี่ก็ต้องการให้มีคนมาเช่ารถเพื่อเอาไปขับให้บริการ


“เมื่อการคัดกรองยังมีข้อจำกัด  จึงมีแอพพลิเคชั่นในการเรียกใช้บริการเดินทางในรูปแบบ ที่เรียกว่า Ride Sharing และได้รับความนิยมจากประชาชนในการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งข้อดีของการให้บริการในลักษณะนี้ คือการมีคุณภาพการให้บริการที่ดีกว่าในบางส่วน เช่น การไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร อย่างไรก็ดีรูปแบบการให้บริการแบบนี้ยังมีความเสี่ยง ในเรื่องของความปลอดภัยของทั้งรถยนต์ที่ให้บริการและผู้ขับขี่ที่อาจจะไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ซึ่งในอนาคตคงต้องมีการออกกฎหมายมากำกับดูแลบริการประเภทนี้ด้วยเช่นกัน”ดร.สุเมธ กล่าว

ทั้งนี้ หลังประกาศกฎกระทรวง แท็กซี่ที่สามารถดำเนินการให้เข้าสู่ระบบได้จะมีอยู่ราว 30-40%  หรือราว 6 หมื่นคัน ของแท็กซี่ทั้งหมด และเหลือเพียง 2-3 หมื่นคัน ที่จะใช้เวลาให้เข้ามาอยู่ในระบบภายใน 2 ปี เพื่อง่ายต่อการคัดกรองและยกระดับการให้บริการ

 

 

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ