พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ชี้แจงให้เห็นรูปแบบกระบวนการการนำเข้ารถซุปเปอร์คาร์มาในประเทศไทย ของบริษัทนิชคาร์ ซึ่งดีเอสไอ ประสานความร่วมมือกับรัฐบาลอิตาลี หลังทางอิตาลีมีข้อสงสัยว่า รถลัมโบกี ที่ถูกส่งมาขายในไทย มีราคาถูกกว่าความเป็นจริงมาก จึงมาพบว่า รถที่ถูกนำออกมาจากอิตาลี เมื่อนำมาผ่านกระบวนการศุลกากรของไทย ถูกแจ้งราคาแตกต่างกันมาก และแจ้งด้วยค่าเงินที่ต่างกัน
ทั้งนี้ ดีเอสไอ อธิบายโดยยกตัวอย่างรถลัมโบกินี 1 คัน ถูกนำออกจากประเทศอิตาลี ด้วยราคา 286,000 ยูโร แต่เมื่อนำมาเข้าประเทศไทย ผู้นำเข้าแจ้งราคารถต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรของไทย ที่ทำหน้าที่รับราคา ที่ราคา 105,000 ยูเอสดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่า แจ้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริง และยังแจ้งด้วยค่าเงินดอลาร์ ซึ่งถูกกว่าค่าเงินยูโร เมื่อคิดเป็นเงินไทย ดังนั้น รถที่ถูกนำออกจากอิตาลี จะมีราคาคันละ 12 ล้านบาท ส่วนรถที่ผ่านศุลกากรไทย มีราคาเพียงคันละ 3.4 ล้านบาท เมื่อนำราคารถ 12 ล้านบาท มาคำนวณภาษีนำเข้าทั้งศุลกากร สรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม 328% ราคารถ จะต้องเป็นคันละ 41 ล้านบาท แต่หากคำนวณภาษี 328% จากราคานำเข้า 3.4 ล้านบาท รถคันนี้จะมีราคาเข้าไทยเพียงคันละ 11 ล้านบาทเท่านั้น
หมายความว่า รถคันเดียวกันนี้ มีราคาต่างกัน 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าของ “ภาษี” ที่ประเทศไทยควรจะได้รับจากการนำเข้ารถหรู และเมื่อรวมมูลค่าภาษีที่ถูกเลี่ยงจากรถทั้ง 122 คันที่ถูกอายัดไว้ โดยมีหลักฐานทั้งเลขตัวถังและเลขเครื่องยนต์ จะมีมูลค่าภาษีที่ถูกเลี่ยงรวมกันถึง 2,400 ล้านบาท และมีรถที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบทุกโชว์รูมรวมกันประมาณ 1 หมื่นคัน
สำหรับการสำแดงราคาเป็นเท็จ เป็นเพียงหนึ่งใน 2 วิธีเลี่ยงภาษีนำเข้ารถหรูมายังประเทศไทย อีกวิธีหนึ่งที่ดีเอสไอตรวจสอบมาตั้งแต่ปี 2556 หลังมีรถถูกนำเข้าด้วยรูปแบบนี้ไฟไหม้ที่ปากช่อง คือการแจ้งนำเข้ารถหรูเป็นรถจดประกอบ ซึ่งอ้างว่านำเข้ามาเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ ซึ่งเสียภาษีเพียง 30% ต่ำกว่าการนำเข้าทั้งคันที่ต้องเสียภาษี 328% แต่แท้จริงแล้วเป็นการนำเข้าทั้งคัน และนำมาตั้งตั้งก๊าซ เพื่อจดทะเบียนโดยไม่ผ่านการตรวจมาตรฐานรถ โดยรูปแบบนี้ มีรถที่ถูกตรวจสอบมา 5 ปี อยู่ 7,123 คัน มีรถที่ราคาเกิน 4 ล้านบาท 25 คัน รับเป็นคดีพิเศษแล้ว และมี 73 คัน อยู่ในการครอบครองของบุคคลทั่วไป ซึ่งดีเอสไอ ขอให้นำรถมาเข้ากระบวนการตรวจสอบทันที
ขณะที่การดำเนินการตรวจสอบ แบ่งหน้าที่ว่า การตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. การตรวจสอบผู้นำเข้าเป็นหน้าที่ ดีเอสไอ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า เอกชนร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ต้องร่วมรับผิด หรือถ้าพบว่า มีกลุ่มนอมินี ไปครอบครองแทน หาผู้รับผิดไม่ได้ ก็จะดำเนินการหาผู้รับผิดทางแพ่ง โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ที่รับแจ้งราคานำเข้า ต้องเป็นผู้รับผิดชอบส่วนต่างภาษี