จากเมืองอิลิกันที่อยู่ห่างจากเมืองมาราวีไปประมาณ 38 กิโลเมตร กลายเป็นสถานที่ลี้ภัยชั่วคราวของประชาชนที่หนีการสู้รบอย่างดุเดือดระหว่าง กองทัพฟิลิปปินส์และกลุ่มก่อการร้ายมาอูเต ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทางการเขตปกครองพิเศษมินดาเนา รายงานว่ามีผู้ลี้ภัยจากเมืองมาราวีแล้วประมาณ 42,000 คน ขณะที่ยังมีประชาชนตกค้างอยู่อีกประมาณ 2,200 คน ผู้คนที่หนีการสู้รบมาจากเมืองมาราวี เล่าว่าสมาชิกกลุ่มมาอูเตยึดเมืองอยู่ขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุไม่เกิน 20 โดยหลายคนอายุเพียงแค่ 13 – 14 ปี เท่านั้น
ชาวเมืองมาราวี เรียกนักรบกลุ่มนี้ว่า “พวกธงดำ” ตามธงสีดำของกลุ่มไอเอส โดยโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มไอเอส สามารถโน้มน้าวจิตใจของคนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ เมืองอิลิกันเองก็เสี่ยงที่จะเป็นกลายเป็นสมรภูมิต่อไปเช่นกัน เพราะเจ้าหน้าที่เกรงว่ากลุ่มก่อการร้ายอาจแฝงตัวเข้ามากับผู้ลี้ภัย ซึ่งนี่ก็เป็นภาระอันหนักอึ้งของ โรดริโก ดูแตร์เต ประธานาธิบดี ฟิลิปปินส์อดีตผู้ว่าการเมืองดาเวา ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในเขตพื้นที่ มินดาเนา ทางตอนใต้
เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ดูแตร์เตก็ยิ่งถูกนานาชาติประณามมากขึ้นเท่านั้น การประกาศกฏอัยการศึกทั่วพื้นที่มินดาเนาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นสาเหตุที่ทำให้โลกตะวันตกและองค์กรนานาชาติเป็นห่วงว่าเจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจเกินความจำเป็น
ขณะที่ตัวผู้นำฟิลิปปินส์เองก็มักจะมีคำพูดที่ทำให้เจ้าตัวตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ เช่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ดูแตร์เต ได้พูดระหว่างแถลงข่าว ว่าอนุญาตให้ทหารข่มขืนผู้หญิงได้ นายละไม่เกิน 3 คน แถมยังบอกว่าตัวเองเคยข่มขืนผู้หญิงมาแล้ว ทำให้เขาถูกวิจารณ์อย่างถ้วนหน้า แม้ว่าภายหลังจะออกมาบอกว่าเป็นการพูดเล่น
นอกจากเวลาที่เป็นตัวแปรแล้ว ยังมีเรื่องลูกหลงด้วย เพราะตอนนี้เริ่มมีรายงานว่าประชาชนในเมืองมาราวีได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของกองทัพฟิลิปปินส์แล้ว
จากปฏิบัติการกวาดล้างครั้งนี้ ดูแตร์เต จะปล่อยให้เหตุการณ์กลุ่มก่อการร้ายยึดเมืองแบบนี้ เกิดขึ้นที่เมืองอื่นไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นแล้วเขาจะต้องรับศึกหลายด้านพร้อมๆ กัน ทั้งความเสี่ยงด้านความมั่นคงจากกลุ่มก่อการร้าย และ ความน่าเชื่อถือในฐานะผู้นำ