นายสมเดช แสงสุริวงศ์ ผู้ค้าแผงพระในวัดวังตะวันตก จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยถึงอำนาจในการบริหารจัดการวัดของนางสาวปิยฉัตร อรุณสกุล หรือบิว หนึ่งในผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมสามเณรปลื้ม ว่า นาวสาวบิว เข้ามาดูแลวัดตั้งแต่ประมาณ 5 ปีก่อน โดยบิวอ้างว่าตนได้เข้ามาเช่าพื้นที่บริเวณวัดเพื่อหาผลประโยชน์ และอ้างว่าเป็นหลานของเจ้าอาวาสอีกด้วย
จากคำบอกเล่าเพิ่มเติมของ ผู้ค้าแผงพระ ระบุว่าบิวมีอำนาจเต็มภายในวัดเสมือนหนึ่งเป็นเจ้าอาวาสเนื่องจากบิวสามารถเก็บค่าเช่าร้านค้า ที่จอดรถ และอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ หรือใครต้องการเข้าพบเจ้าวาสก็ต้องได้รับอนุญาตจากบิว รวมถึงการบวชต้องได้รับอนุญาตจากบิวเช่นกัน
ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตว่า นางสาวบิวเข้ามาบริหารงานวัดได้อย่างไร เนื่องจากตามข้อกฎหมายได้มอบอำนาจให้เจ้าอาวาสแต่งตั้ง ไวยาวัจกร ซึ่งต้องเป็นเพศชาย อายุ 25 ปีขึ้นไป มาบริหารทรัพย์สินภายในวัดแทน ซึ่งนาวสาวบิวไม่มีคุณสมบัติในตำแหน่งดังกล่าวเนื่องจากเป็นเพศหญิง
แต่หากฟังจากคำบอกเล่าของ นายสมเดช ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ อาจารย์ณดา ระบุว่า เจ้าอาวาสสามารถดำเนินการนำที่ดินของวัดมาปล่อยเช่าเพื่อหาผลประโยชน์ได้ ทั้งนี้เนื่องจากวัดมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และเจ้าอาวาสคือเจ้าพนักงานดูแลวัดจึงมีอำนาจเต็ม แต่ต้องทำสัญญาเช่าไม่เกิน 3 ปี และเป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส ก่อนส่งข้อมูลให้สำนักพุทธฯ เป็นผู้ตรวจสอบตามกฎหมาย แต่เมื่อสอบถามไปยังพ่อค้าพบว่าการเช่าพื้นที่ภายในวัดไม่มีเอกสารสัญญาเช่าแต่ใช้เพียงสำเนาบัตรประชาชนและจ่ายเงินเท่านั้น
สำหรับหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้นางสาวบิวยึดอำนาจและมีอำนาจเต็มภายในวัด อาจารย์ณดา ระบุว่า มาจากช่องโหว่ของกฎหมาย ที่มอบอำนาจให้เจ้าอาวาส แต่งตั้งฆราวาสเป็นไวยาวัจกรโดยการเสนอชื่อบุคคลให้ได้รับการแต่งตั้งตามลำดับชั้นการปกครอง แต่ไม่ได้ระบุถึงการสรรหาว่าต้องเป็นคนในพื้นที่ หรือมีคุณสมบัติอื่นใดนอกจากที่กล่าวไป
ส่วนอีกหนึ่งช่องโหว่ คือกฎหมายกำหนดให้เจ้าอาวาสมอบหมายให้ผู้มีความรู้ความสามารถจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และเจ้าอาวาสเป็นผู้ตรวจสอบเอง โดยไม่มีการส่งไปให้บุคคลภายนอกตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจ นั่นหมายความว่าหากมีกลุ่มคนสามารถยึดอำนาจเจ้าอาวาสได้อย่างเบ็ดเสร็จ ผลประโยชน์ทั้งหมดก็จะตกอยู่ในมือคนกลุ่มนั้นโดยไร้ซึ่งการตรวจสอบจากภายนอก ดังเช่นกรณีของวัดวังตะวันตก
ทั้งนี้ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม เสนอแนวทางการแก้ไขว่า วัดทุกวัดควรมีการจัดทำบัญชีรายได้ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล และรายงานออกมาให้ประชาชนภายนอกได้รับทราบ รวมถึงประชาชนควรช่วยกันสอดส่องดูแลให้การจัดการทรัพท์สินของวัดโปร่งใสและตรวจสอบได้