“คิดว่าเป็นการโชว์อย่างหนึ่ง ก็เหมือนกับการที่เราก้าวขาลงจากรถ แล้วก้าวเท้าขึ้นเวที มันก็เหมือนกับการที่เรารับบทบาทการแสดงหนังอย่างหนึ่ง เหมือนผู้กำกับสั่งให้ทำเราทำอะไรเราก็ทำแค่บนเวที ก็คิดว่าบนเวทีมันก็เป็นแค่การแสดง ก็เข้าใจว่ามันน่าจะเป็นแค่การแสดง และคิดว่าคนดูน่าจะแยกแยะออก” คำอธิบายของนักร้องสาว “ลำไย ไหทองคำ”เปิดใจผ่านรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เธอถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง ว่าสิ่งที่เธอแสดงบนเวทีนั้นไม่ใช่การขายเสียงเพลง แต่เป็นขายสรีระ และการเต้นของเธอนั้นเป็นการขายเซ็กส์และก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศ
“ลำไย” ยืนยันว่า สิ่งที่เธอแสดงบนเวทีนั้น เป็นการขายเสียงเพลงพร้อมกับการแสดงโชว์บนเวที ไม่ได้ขายเซ็กส์แต่อย่างใด เป็นการขายการเอนเตอร์เทนมากกว่า ส่วนท่าทางที่เราเต้นออกไปที่หลายคนบอกว่าจะมีการยั่วให้เกิดอารมณ์ทางเพศหรือไม่ ตอนนั้นคิดว่าคนน่าจะสนุกกับเพลงมากกว่า และไม่รู้ว่าคนจะคิดแบบนั้น ส่วนตัวไม่คิดว่าเป็นการกระตุ้น แต่เป็นการโชว์มากกว่า
ขณะที่หลายคนกลัวว่าหากคนที่ติดตามเธอเป็นเยาวชน หรือเด็กเล็กๆ นั้น แล้วจะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ “ลำไย” มองว่า เด็กๆถ้ามาควรจะมากับผู้ปกครอง ก็อยู่ที่คำสอนของผู้ปกครองจะช่วยสอนเด็กๆ เขาจะน่ามีส่วนช่วยในเรื่องนี้ ก่อนที่ผู้ปกครองจะพามาชม ก็น่าจะเข้าใจว่า “ลำไย ไหทองคำ” นั้นมีลุคประมาณไหน เธอไม่ได้บอกว่าตัวเองถูก แต่ยังย้ำว่าสิ่งที่ทำบนเวทีนั้นมันคือการแสดง
“ส่วนเรื่องที่ท่านนายกฯ ออกมาพูดนั้น ก็ขอโทษอะไรที่ไม่ถูกไม่ควร และขอบคุณสำหรับคำติจากท่านนายกฯ แล้วจะนำไปปรับปรุงแก้ไข คือจะปรับให้ซอร์ฟลง ทั้งการเต้น และตั้งแต่ที่ออกเพลง “ผู้สาวขาเลาะ”ทุกอย่างก็จะซอร์ฟลงทั้งท่าเต้น การแต่งตัว จากที่เมื่อก่อนเป็นหมอลำซิ่ง อยู่ในลุคเซ็กซี่ วาบหวิว มีท่าประหลาดๆ ก็เปลี่ยนจากลุคนั้นมาเป็นหมอลำซิ่ง มาเป็นอินดี้ เปลี่ยนการแต่งตัวที่เมื่อก่อนแรงสุดจาก บิกินี่ มาเป็นเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น เสื้อแจ๊คเก็ต ถ้าคนที่ติดตามก็จะทราบว่าเปลี่ยนลุคมาประมาณ 6-7 เดือนหลังจากที่ออกเพลงมาแล้ว ส่วนภาพเก่าๆที่อยู่ในยูทูปที่มีมานานแล้วที่เป็นข่าวมา อันนั้นไม่สามารถที่จะย้อนกลับไปแก้ไขได้แล้ว"
“ลำไย” ยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วง หลังจากนี้จะไม่เต้นท่าแปลกๆ ท่าสะพานโค้ง ก็จะซอร์ฟลงให้มาก และต้องขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควร จะปรับปรุงแก้ไข ขอบคุณสำหรับคำวิพากษ์วิจารณ์และคำติชมและจะนำไปแก้ไขต่อไป
ขณะที่ “ระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช” นายกสมาคมเสริมสร้างครอบครัวให้อบอุ่นและเป็นสุข แสดงความคิดเห็นหลังจากได้ฟังลำไย ไหทองคำ อธิบายสิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ โดยเปิดเผยว่า จากที่ฟังแล้วรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กที่ใสซื่อ รู้สึกว่า ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อของผลประโยชน์ และเขาถูกปั้นให้เป็นแบบนี้ เขาก็ยอมรับสิ่งที่สังคมพูดมาและพร้อมที่จะปรับปรุงตัว แต่เมื่อคนที่สร้างหรือปั้นเขา หรือนโยบายของนายทุนมันออกมาแบบนี้
“ไม่มีใครปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่การแสดง นี่มันเล่นต่อสาธารณะ เป็นบุคคลสาธารณะ ถ้าแบบนี้เรียกศิลปินไหม เขาเรียกศิลปินได้ไหมแบบนี้ ถ้าศิลปินคุณต้องสำนึกมากกว่านี้ คนสร้างต้องมีสำนึกมากกว่านี้ ไม่ใช่อยากจะทำอะไรเอาสะใจ เอามันไว้ก่อน ถ้าอยู่ในที่สาธารณะต้องระมัดระวังมากกว่านี้ จะให้เด็กที่มากับผู้ใหญ่ใช้ดุลยพินิจหรือพ่อแม่สอนมันไม่มีใครไปสอน อาจจะยิ่งชอบด้วยซ้ำ และถ้าเขาเผยแพร่ออกมาแล้วพ่อแม่คงไม่มีเวลามาสอน”
ระเบียบรัตน์ ยอมรับว่า ดีใจกับยอดวิวสองร้อยล้านที่เขาได้เข้าไปดู ดีใจกับตัวน้องเขาด้วยที่เขาจะดัง และไม่คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นพฤติกรรมเลียนแบบแต่ส่วนตัวติดใจชื่อนักร้องทำไมต้องมีชื่อแบบนี้ ชื่อของลำไย ชื่อน่ารัก แต่ทำไมให้ฉายาแบบนั้น ทำไมไม่ใช้นามสกุลที่มันคล้องจองแบบดีๆ แบบนี้ตั้งชื่อก็ส่อแล้ว ตอนที่เราออกมาเพราะสื่อมาสัมภาษณ์ และดีใจที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เห็นความสำคัญของเพศแม่ ส่วนการเอนเตอร์เทนก็อีกมุมหนึ่ง แต่ก็ยอมรับว่าไม่มีใครไปดูหรอกถ้าปิดมิดชิด แต่ก็ขอให้อยู่ในความเหมาะสม แต่สิ่งที่เราพูดกันตรงนี้คือเรื่องเก่า เมื่อสักครู่ที่ได้ฟังคือน้องเขาจะปรับปรุงตัวเองแล้ว
“ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่ระเบียบรัตน์อยากจะไปด่าคนนู้นคนนี้นะ แต่พอท่านนายกรัฐมนตรีพูดก็มีสื่อมาถามระเบียบรัตน์ อยากจะถามความคิดเห็น เราก็บอกตรงๆ ว่าการทำงานให้กับสังคม มันเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องช่วยกัน อย่าคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมายมันจะมีคนที่เลี่ยงกฎหมาย อย่าคิดว่าอนาจารจะต้องให้เห็นหัวนม เขาก็ปิดไม่ให้เห็นหัวนม ก็ถูกกฎหมายแล้ว สำหรับมนุษย์ถ้าอยากจะหาเหตุผลไม่ให้เข้าข้างตัวเอง ก็บอกว่าฉันหากินนะ ไม่ได้ค้ายาเสพติดนะ สิ่งเหล่านี้ทำไห้ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อของธุรกิจ เราจะเห็นว่าโฆษณาหลายๆอันจะเป็นการขายเซ็กส์ เพื่อให้ธุรกิจน่าสนใจ”
นายกสมาคมฯ มองว่า คิดว่าเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่ลำไยตกเป็นเหยื่อ แต่เป็นการได้ประโยชน์ทั้งคู่ จากเด็กโนเนม แล้วทำให้ยอดวิวไปถึงสองร้อยล้าน ถ้าไม่ทำแบบนี้จะเป็นแบบนี้หรือไม่ แล้วนักร้องที่เขาทำมาตลอดชีวิต ไม่ได้อยู่ได้เปรี้ยงปร้าง แต่เขาอยู่ได้ อย่างจินตรา พูลลาภ สุนารี ราชสีมา ศิริพร อำไพพงษ์ ก็ไม่เห็นต้องเต้นแบบนี้ หากมองว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไป อีกหน่อยคงได้เห็นนักร้องที่ใส่แค่จีสตริงออกมาให้เห็น ทุกคนมีเหตุผลที่จะกระทำเสมอ แต่คนที่ตกเป็นเหยื่อของคนที่ฉลาด คือเด็กและสตรี ที่พูดไม่ใช่อยากทำลายใคร เพราะตัวเองโดนด่า แต่เรตติ้งเขาขึ้นๆ เราก็ทนไม่ไหว เราไม่อยากตกเป็นเหยื่อของธุรกิจ แต่พอมีคนมาถามความเห็น เราก็ตอบตรงไปตรงมา
“เราไม่ได้ตั้งใจจะกระหน่ำหรือโจมตีใคร ในเมื่อมาขอความคิดเห็นเราก็เสนอความคิดเห็นของเราไป เมื่อมุมมองต่างกันเราต้องยอมรับความเห็นซึ่งกันและกัน ส่วนผู้จัดการหรือคนที่สร้างน้องขึ้นมาเราก็ต้องยอมรับในความคิดเห็นของเขา ในเมื่อทุกคนอ้างว่าไม่ผิดระเบียบหรือกฎหมายก็ทำของคุณไป ส่วนสังคมอยากดูก็ให้ดูไป และอีกหน่อยสังคมก็จะแรงขึ้นเรื่อยๆ”
ขณะที่ “ระเบียบรัตน์” ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่อยากจะบอกคือตอนนี้ดีใจกับน้องเขาที่หลังจากนายกฯออกมาพูด เขาดังระเบิดกว่านักร้องคนไหนในประเทศไทย โดยที่ใช้เวลานิดเดียว ส่วนความสามารถ ความเหมาะสม ต้องให้สังคมเป็นคนตัดสินเอง