กรณีเพจ CSILA นำเสนอข้อมูลการเสียชีวิต ของนางสาวเอลิส เดลมานจ์ ชาวเบลเยียม ที่เสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุบนเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยผลชันสูตรเบื้องต้นระบุว่าเสียชีวิตจากการผูกคอตาย แต่ทางครอบครัวยังติดใจและไม่เชื่อว่าเป็นการฆ่าตัวตาย จึงร้องเรียนขอให้ตำรวจหาสาเหตุการตายที่แท้จริง
โดยแอดมินเพจ CSI LA อ้างข้อมูลจากสื่อออนไลน์ประจำท้องถิ่น ของอำเภอเกาะสมุยว่าเป็นการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยนางสาวเอลิส เข้าพักอาศัยอยู่ที่ บริเวณอ่าวแม่หาด หมู่ 3 ตำบลเกาะเต่า โดยเช่าพักบังกะโลไม้ไผ่ หลังคามุงจาก แยกเป็นหลัง โดยในวันที่ 19 เมษายนบังกะโลดังกล่าวได้เกิดไฟไหม้ จำนวน 4 หลัง หนึ่งในนั้นเป็นหลังที่นางสาวเอลิส เช่าพักอยู่ ช่วงเกิดเหตุมีนักท่องเที่ยวที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงต่างวิ่งหนีกันออกมา มีผู้พบเห็นนางสาวเอลิส วิ่งหนีออกมาด้วย จากนั้นก็หายตัวไป
อย่างไรก็ตาม หลังเพลิงสงบ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจในห้องพักพบเศษซากโทรศัพท์ ที่เชื่อว่าเป็นของนางสาวเอลิส ร่วมทั้งพบเศษผ้า ที่นอน ซึ่งอาจรวมถึงกระเป๋าของนางสาวเอลิส ถูกไฟไหม้เสียหาย กระทั่งวันที่ 21 เมษายน พบนางสาวเอลิส เดินซื้อของกินรวมทั้งซื้อตั๋วเรือโดยสาร เพื่อจะเดินทางไปยังจังหวัดชุมพร บริเวณอ่าวโตนด ซึ่งไม่ไกลจากจุดที่พบศพมากนัก โดยนางสาวเอลิสสะพานกระเป๋าใบเล็กเพียงใบเดียว ไม่มีกระเป๋าเป้ที่ใส่เสื้อพามาด้วย เจ้าหน้าที่ได้สืบหาแหล่งพักของนางสาวเอลิส ว่าเข้าพักที่ใด ที่อ่าวตโหนด แต่ก็ไม่พบข้อมูล
ส่วนประเด็นที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตุว่า ผู้ตายเตรียมเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร โดยจองตั๋วเรือเพื่อไปยังจังหวัดชุมพร แต่ไม่ได้เดินทางไปในวันดังกล่าว ก่อนจะมาพบเป็นศพในวันที่ 27 เมษายน และมีกระแสข่าวว่ากระเป๋าเดินทางของผู้ตาย ไปอยู่ที่ จ.ชุมพร ทางตำรวจชุดสืบสวน สภ.ย่อยเกาะเต่า ตรวจสอบเรื่องนี้พบว่ายังไม่มีผู้ยืนยันว่าพบกระเป๋าผู้ตายจริง และเมื่อตรวจสอบใบรับฝากของจากบริษัทเรือ ก็ไม่พบหลักฐานการฝากสิ่งของในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย
ล่าสุดรักษาการผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ขอสำนวนคดีจาก สภ.ย่อยเกาะเต่า เจ้าของคดี เพื่อตรวจสอบสำนวนและความคืบหน้า โดยพันตำรวจเอกวิชอบ เกิดเกลี้ยง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรสุราษฎร์ธานี ยืนยันว่าตำรวจได้ส่งศพตรวจสอบสถาบันเวชโรงพยาบาลตำรวจ โดยผลชันสูตรระบุว่าผู้ตายขาดอากาศหายใจจากการผูกคอ แต่สาเหตุจากผู้ตายกระทำเอง หรือมีผู้กระทำนั้นจะเร่งดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริง
ล่าสุดพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ชุดสืบสวนภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี และตำรวจกองปราบปราม ลงพื้นที่หาสาเหตุที่แท้จริงเรื่องนี้