โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ที่พูดจาขวานผ่าซากมากที่สุดคนหนึ่ง และเมื่อวานนี้ เขาเริ่มออกเดินทางไปเยือนฝรั่งเศส ประเทศที่เขาเคยดูหมิ่นดูแคลนไว้หลายครั้ง อย่างเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทรัมป์พูดถึงกรุงปารีสว่า ไม่มีความเป็นปารีสหลงเหลืออยู่แล้ว เพราะถูกภัยคุกคามจากกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง และล่าสุดเมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์ประกาศว่า สหรัฐขอถอนตัวออกจากสนิธิสัญญาปารีส ว่าด้วยภาวะโลกร้อน โดยเขาพูดว่า “ผมเป็นประธานาธิบดีของเมืองพิตสเบิร์ก ไม่ใช่ผู้นำของกรุงปารีส”
หมายกำหนดการของทรัมป์ ในวันแรกที่เดินทางถึง เขาคือแขกบ้านแขกเมืองของนายเอมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ก็เลยมีการพาชมความงดงามของกรุงปารีส เริ่มต้นด้วยการเยื่มชมหลุมศพของ”นโปเลียน โบนาปาร์ต” อดีตจักรพรรรดิเลื่องชื่อ จากนั้นก็ไปนั่งรับประทานอาหารค่ำพร้อมกับชมทิวทัศน์ของปารีส ณ ชั้นบนสุดของหอไอเฟล ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะไปชมขบวนพาเหรด เนื่องในวันชาติฝรั่งเศส เพื่อรำลึกถึงวันที่ทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งนำโดยสหรัฐ เดินผ่านประตูชัยบนถนนชองเซลิเซ่
สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งทรัมป์และมาครง ต่างมีเรื่องที่ขัดแย้งกันอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องสนธิสัญญาปารีส เพราะหลังจากทรัมป์ประกาศถอนตัว มาครงก็เรียกร้องต่อว่า ถึงแม้ท่านผู้นำจะไม่เล่นด้วย แต่ขอให้ชาวอเมริกันทุกคน สนับสนุนปฏิญาณลดโลกร้อนนี้ด้วย แต่มีเรื่องขัดแย้งย่อมมีสิ่งที่ทั้งสองเห็นด้วย นั่นคือการต่อต้านการก่อการร้าย รวมถึงนโยบายด้านกลาโหม ที่ทรัมป์กับมาครงเข้ากันดีในเรื่องนี้
แต่สิ่งที่ทรัมป์จะต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงได้ก็คือ กองทัพนักข่าวที่จะเค้นเอาคำตอบจากเขา ในเรื่องอื้อฉาวที่ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายคนโต ออกมาสารภาพว่า เคยไปพบกับนักกฏหมายชาวรัสเซีย ที่อ้างว่า มีข้อมูลลับเกี่ยวกับนางฮิลลารี คลินตัน ที่สามารถทำให้ทรัมป์ผู้พ่อ ชนะการเลือกตั้งได้ และเมื่อถึงตอนนั้นคงต้องรอดูกันว่า คนพูดจาขวานผ่าซากอย่างทรัมป์ จะตอบคำถามอย่างไร