ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรากฎตัวของ “เณรคำ” ที่สำนักอัยการพิเศษและศาลอาญารัชดาภิเษกวันนี้ โดยเณรคำสวมใส่ชุดสีขาว แตกต่างจากเมื่อวานที่ยังแต่งกายเป็นพระสงฆ์ และระหว่างที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอควบคุมตัวมาพบอัยการและขออำนาจศาลอาญาฝากขังผัดแรก เณรคำมีสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่พูดจาหรือให้สัมภาษณ์ใดๆกับสื่อมวลชน
ทั้งนี้ แนวทางการต่อสู้คดีพีพีทีวีได้ข้อมูลจาก นายภาณุ สุขวัลลิ ทีมทนายความของเณรคำว่า เณรคำปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ไม่ขอยื่นหลักทรัพย์ปล่อยตัวชั่วคราว หนึ่งในที่ปรึกษาของเณรคำระหว่างอยู่ที่แคลิฟอเนียร์ สหรัฐอเมริกา อ้างว่า เหตุผลที่เณรคำไม่ขอประกันตัว เพราะต้องการไป “ศึกษานรกสักครั้ง” แต่ขอใช้สิทธิ์ไม่ให้สื่อมวลชนบันทึกภาพตัวเองระหว่างถูกนำตัวขึ้นรถไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ส่วนการพิจารณาสำนวนคดีทั้งหมดที่ดีเอสไอส่งให้อัยการพิเศษที่ 3 และ 4 ชุดดูแลสำนวนตรวจสอบวันนี้ เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า พนักงานอัยการลงความเห็นส่งคำฟ้องต่อศาลและคัดค้านการประกันตัว เช่นเดียวกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ด้วยเหตุผลว่า ผู้ต้องหาเคยมีพฤติกรรมหลบหนี
สำหรับคดีที่เณรคำเข้าไปพัวพันจนตกเป็นผู้ต้องหาและต้องหลบหนีไปกบดานนานที่ประเทศสหรัฐอเมริกานานหลายปี อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้มีคำสั่งฟ้องเณรคำ 2 คดีใหญ่ โดยคดีที่ 1 เป็นคดีพิเศษที่ 186/2556 “เณรคำ” ถูกสั่งฟ้องฐานความผิดพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ที่ไม่ใช่ภรรยาของตัวเอง ตามกฎหมาย แม้เด็กจะยินยอมหรือไม่ยินยอม พฤติกรรมของเณรคำถือว่ามีความผิดทั้งหมด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 และมาตรา 317 โดยข้อหาตามมาตรา 277 เณรคำต้องถูกจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี ส่วนมาตรา 317 มีโทษจำคุก 5 ปี ถึง 20 ปี
แต่มีคดีที่อัยการพิเศษ4 ต้องยุติการดำเนินคดีกับเณรคำมี 2 ข้อหาเพราะคดี “ขาดอายุความ” คือความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน15ปีและพาเด็กอายุไม่เกิน15ปีไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 และ มาตรา 283 เพราะมีอายุความเพียง 15 ปี นับความผิดตั้งแต่วันทำผิด ซึ่งในตอนนั้นเณรคำก่อเหตุปี 2543 ถึง 2544 จนถึงปัจจุบันคือปี 2560 เท่ากับว่าคดีหมดอายุความแล้วตั้งแต่ปี 2559
ส่วนคดีที่ 2 เป็นคดีพิเศษที่ 151/2556 อัยการพิเศษที่ 4 สั่งฟ้องฐานความผิดพระราชบัญญัญคอมพิวเตอร์ ใช้ข้อมูลปลอม เป็นความเท็จ มูลเหตุเกิดจาก เณรคำสั่งให้ลูกศิษย์ทำเว็บไซต์เชิญชวนอวดอ้างอภินิหารให้ประชาชนบริจาคเงินสร้างสิ่งของต่างๆในวัดและนำไปซื้อของส่วนตัว เป็นเหตุให้ดีเอสไอออกหมายจับเณรคำเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2557 ฐานฉ้อโกงประชาชน โดยความผิดทั้ง 2 ข้อหามีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และความผิดฐานฟอกเงินมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี ซึ่งในความผิดเกี่ยวกับเงินของเณรคำ อัยการส่งคำฟ้องขอให้ศาลพิจารณาคืนทรัพย์สิน 28 ล้าน ต่อผู้เสียหาย 29 คน ฐานฉ้อโกงประชาชน ส่วนคดีฟอกเงิน ได้ยื่นให้ศาลพิจารณายึดทรัพย์สินของเณรคำ เช่น บ้าน ที่ดินวัดต่างๆ เข้าแผ่นดินมูลค่า 43 ล้านบาท
ทีมกฎหมายเณรคำระบุว่า พร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมตามข้อเท็จจริงที่อัยการส่งคำฟ้อง หากมองในเรื่องการรับโทษเท่ากับว่าเณรคำมีความผิดจนต้องติดคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และในวันที่ 18 กันยายน ศาลมีคำสั่งนัดตรวจพยานหลักฐานอีกครั้ง