น.ส.มัณฑิกา กุลสิงห์ ผู้เสียหายประสบอุบัติเหตุจากการขี่มอเตอร์ไซค์ถูกสายไฟเกี่ยวคอ บริเวณซอยลาดพร้าว 112 เปิดเผยผ่านรายการ “เป็นเรื่องเป็นข่าว” พีพีทีวี ว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นช่วงระหว่างเดินทางกลับห้องพัก แต่มีสายไฟเกี่ยวคอ ทำให้ตนประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ล้มมีบาดแผลบริเวณแขนและขา ซึ่งได้เข้าแจ้งความต่อตำรวจ สน.วังทองหลาง ภายในวันนั้นทันที พร้อมกับนำสายไฟสีดำที่ติดตัวมาช่วงที่มอเตอร์ไซค์ล้มมาเป็นหลักฐานเพื่อยืนยันว่าเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าไม่ทราบว่าเป็นสายของหน่วยงานใด บอกเพียงว่าให้ลงพื้นที่ตรวจสอบและถามประชาชนแถวนั้น
ทั้งนี้ ด้วยสภาพที่ยังคงบาดเจ็บอยู่ จึงทำได้เพียงโทรสอบถามไปยังที่การไฟฟ้า แต่ก็ไม่ได้รับการยืนยัน ประกอบกับเจ้าหน้าที่แจ้งให้นำสายไปที่การไฟฟ้าเพื่อพิสูจน์ โดยยอมรับว่าขณะนั้นยังคงบาดเจ็บอยู่เลยไม่ได้เดินทางไป จึงลองโทรหาบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) เพื่อทำการสอบถาม ซึ่งเจ้าหน้าที่ทีโอที เดินทางมาดูที่เกิดเหตุและหลักฐานสายไฟดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตอบได้เพียงสายสัญญาณ และระบุว่ามีเพียง 2 ราย ของทีโอทีและบริษัททรู ซึ่งเป็นสายที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว
"เมื่อไม่สามารถหาคำตอบได้ ตนเองจึงนำไฟฉายและแว่นขยายส่อง เพื่อตรวจสอบสายไฟดังกล่าว พบว่ามีข้อความ TOT-TA/7TH ซึ่งตัวอักษรมีขนาดเล็กที่ต้องใช้แว่นขยายส่องเท่านั้น ซึ่งสายอยู่กับตัวเองมาตลอด เพราะตั้งแต่แจ้งความครั้งแรกตำรวจก็รับแจ้งความเท่านั้น แต่ไม่ได้ขอเก็บสายไฟที่เป็นหลักฐานเก็บไว้" น.ส.มัณฑิกา กล่าว
น.ส.มัณฑิกา กล่าวว่า จากการตรวจสอบเชื่อว่าเป็นทีโอที จึงติดต่อกลับไปได้รับคำตอบเพียงว่า จะเร่งดำเนินการให้และแจ้งผู้ใหญ่รับทราบไว้แล้ว แต่ไม่มีการยอมรับว่าสายไฟนี้เป็นของหน่อยงานใด ซึ่งจากที่เกิดอุบัติเหตุเสียค่าใช้จ่ายรักษาตัวแล้วกว่า 10,000 บาท
ทนายนิติธร แก้วโต กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าของสายไฟต้องดูแลรับผิดชอบสิ่งของให้ดี จะต้องไม่ให้เกิดเหตุหรือสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น ส่วนการหาหลักฐานต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบในพื้นที่เกิดเหตุ ไม่ใช่สั่งให้ผู้เสียหายหาหลักฐานเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนยืนยันว่าสายดังกล่าวเป็นของหน่วยงานใด
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวสามารถจัดการได้ 2 รูปแบบ เจรจาผ่านทางตำรวจดำเนินการ หรือให้พนักงานอัยการเรียกร้องค่าเสียหาย ผ่านการเขียนคำร้องและส่งหลักฐานให้พนักงานอัยการ โดยคดีนี้เป็นคดีอาญา ที่เป็นโทษปรับต่อหน่วยงานที่ไม่ได้ดำเนินการสิ่งของ ส่งผลต่อความเสียหายแก่ผู้อื่น