ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสและโรคติดเชื้อ อธิบายว่า องค์การอนามัยโลกสนใจการระบาดของไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง เอช 3 เอ็น 2 ครั้งนี้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากพบอัตราการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีคนป่วยเสียชีวิตหลักร้อยคนภายในไม่กี่อาทิตย์และยังพบกลุ่มคนป่วยเป็นเด็กวัยรุ่น ซึ่งปกติวัยนี้ร่างกายจะแข็งแรงไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงติดไข้หวัดใหญ่ ซึ่งขณะนี้มีการนำเชื้อไปตรวจวิเคราะห์ว่ากลายพันธุ์หรือไม่ แต่ยังไม่มีผลประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ส่วนเรื่อง “ไวรัสหวัดใหญ่กลายพันธุ์” นั้น ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นยอมรับว่ายังไม่มีใครรู้คำตอบแน่ชัด แต่โดยธรรมชาติของไวรัสไข้หวัดใหญ่จะกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่เกิดไข้หวัดใหญ่ระบาดจะพบสายพันธุ์เดิมกลายพันธุ์จากเดิมไปเล็กน้อย เปรียบเทียบได้ว่าไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์
สำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลปี 2017 ที่บริการฉีดฟรีให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงนั้น ประกอบด้วย 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ “เอ มิชิแกน เอช1เอ็น 1” สายพันธุ์ “เอ ฮ่องกง เอช 3 เอ็น 2” และสายพันธุ์ “บี บริสเบรน หากคนไทยที่วางแผนไปฮ่องกงควรฉีดวัคซีนป้องกันไว้ เนื่องจากเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่เอช 3 เอ็น 2 เหมือนกัน แม้ตัวเชื้อไวรัสอาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่เล็กน้อยมากจนไม่กระทบถึงประสิทธิภาพของวัคซีน
ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้กลุ่มเสี่ยงเข้ารับบริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ข้างต้นฟรีที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้านตั้งแต่ 1 มิถุนายน- 31 สิงหาคม 2560 คาดว่าจะมีผู้ไปฉีดประมาณ 3.5 ล้านคน โดยผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถไปฉีดได้ที่โรงพยาบาลรัฐและเอกชนในราคาเข็มละประมาณ 500-1,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ข้อมูล “กรมควบคุมโรคได้ระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม–17 กรกฎาคม 2560 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 4.3 หมื่นราย เสียชีวิต 5 ราย จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 จังหวัดแรก ได้แก่ ลำพูน เชียงใหม่ ระยอง กรุงเทพฯ และอุตรดิตถ์ ซึ่งอาการที่ไข้หวัดใหญ่ต่างจากไข้หวัดธรรมดา ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หรือจุกแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจนแทบลุกจากเตียงไม่ได้