กว่าจะเป็น...สารตั้งต้น ตอน “ER ห้องฉุกเฉิน” !!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

4 ชีวิตกับภารกิจที่แสนจะกดดัน ...การทำงานภายใต้ข้อจำกัดรอบด้าน

 

ถ้าใครเคยได้ดูภาพยนตร์ เรื่อง  “ER  ห้องฉุกเฉิน” รายการ สารตั้งต้น ที่ออกอากาศเมื่อวันที่  11 สิงหาคมที่ผ่านมา  ตอน  ER ห้องฉุกเฉิน  คือ เหตุการณ์จริงที่ไม่เหมือนในภาพยนตร์ ตรงที่ ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง !!

การเล่าเรื่องความเป็นความตายของผู้คน ที่เข้ามายังห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐ  ถูกผลิตจากทีมงาน 4  ชีวิต   “นก”  ปิติพร  เพรามธุรส   ผู้สื่อข่าวของทีม  “แต๋ง” ภูริลาภ ลิ้มมนตรี   โปรดิวเซอร์ และ ช่างภาพ  “2 จุฟ”  กัสกร ประดับมุข, ปสุต วงศ์กำแหง  ซึ่งได้รับโจทย์ว่า ให้ผลิตสารคดีเชิงข่าว “สะท้อนการทำงานของแพทย์ พยาบาล ห้องฉุกเฉิน”  หลังเกิดกรณีมีผู้ป่วยไปรอที่ห้องฉุกเฉินนานจนเสียชีวิต เพื่อตีแผ่ความจริงที่หลายคนไม่ได้สัมผัส

“นก ปิติพร ” เป็นผู้ติดต่อโรงพยาบาลรัฐ เพื่อจะขอให้ทีมงานเข้าไปถ่ายทำและเก็บเรื่องราวการทำงานของแพทย์ –  พยาบาล  ภายในห้องฉุกเฉินมานำเสนอ ซึ่งเธอยอมรับว่า งานชิ้นนี้การติดต่อแหล่งข่าวเป็นเรื่องที่ยากมาก  เพราะต้องบันทึกภาพและเรื่องราวของแพทย์พยาบาล  ซึ่งมีมุมละเอียดอ่อน  โดยเฉพาะสิทธิของผู้ป่วย  บุคลากรทางการแพทย์ และวิธีการรักษา

แต่ด้วยความตั้งใจจะทำภารกิจให้สำเร็จ  เธอจึงเริ่มติดต่อ โรงพยาบาลแรก นั่นคือ “โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จังหวัดนนทบุรี” ทีมงานใช้เวลากับโรงพยาบาลแห่งนี้ ได้เพียง 1 วัน เนื่องจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม่อยู่ ทางเจ้าหน้าที่จึงไม่อนุญาตให้ถ่ายทำต่อ

โรงพยาบาลที่สอง คือ  เป้าหมายต่อมา...ทีมงานติดต่อไปที่ โรงพยาบาลสมุทรปราการ ที่นี่ผู้อำนวยโรงพยาบาล อนุญาตให้ทำงานได้เต็มที่  แต่เมื่อเข้าไปถ่ายทำจริง  แพทย์เวรในห้องฉุกเฉิน  กังวลสิทธิผู้ป่วยจึงให้ขอญาติผู้ป่วยเอง  แม้จะพยายามอธิบายเหตุผลและความตั้งใจที่จะมาทำงานเพื่อสะท้อนความจริงแต่ก็ไม่เป็นผล จึงต้องเก็บของออกจากโรงพยาบาลที่สอง

“ยอมรับว่าท้อมาก  อยากเลิกแล้วทำไมมันยากจัง  แต่ก็ทำหนังสือติดต่อไปอีก 6 – 7 โรงพยาบาล  จนมาได้ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แต่มีเรื่องตลกคือ ตอนแรกจะติดต่อ โรงพยาบามหาราชนครศรีธรรมราช  แต่ด้วยความเบลอ  นกพิมพ์กูเกิ้ลเป็นโรงพยาบาลมมหาราชนครราชสีมา แล้วก็ทำหนังสือส่งแฟกซ์ไปเรียบร้อย จนโรงพยาบาลตอบรับกลับมา ถึงเห็นว่า อ้าว ไม่ใช่โรงพยาบาลที่เราตั้งใจไปตอนแรกนี่ แต่เราก็โชคดีมากที่ได้ไปที่นั่น  เพราะเป็นโรงพยาบาลที่ฝึกปฏิบัติของแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน  แล้วได้ถ่ายทำ ได้งานที่นี่มากที่สุด” 

โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา   เป็นโรงพยาบาลสุดท้ายที่ตอบรับทีมงานหลังจากติดต่อไปอีกกว่า 7 โรงพยาบาล    “นก”   เล่าว่า  ตอนแรกเธอตั้งใจจะติดต่อไปที่ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช  แต่เพราะอาการเบลอ เลยค้นหาเบอร์โทรศัพท์และทำหนังสือส่งแฟกซ์ไปที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา  แต่ความโชคดีก็เกิดขึ้น  เพราะโรงพยาบาลแห่งนี้ เป็นศูนย์ฝึกแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน  ที่ต้องอยู่ประจำในห้องฉุกเฉิน  และเป็น ศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน  ทำให้ที่นี่ ทีมงานได้งานที่เป็นเนื้อเป็นน้ำมากที่สุด 4 วันเต็ม 

“แต๋ง ภูริลาภ”   โปรดิวเซอร์ของทีม  เล่าว่า  เราวางแผนสารคดีชิ้นนี้โดยเริ่มจากการดูมุมกล้อง และการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ เพราะต้องทำงาน โดยเฉพาะภาพการนำเสนอต้องใช้ความระมัดระวังมาก พอไปถึงโรงพยาบาล  เราจะศึกษาเส้นทาง  ขั้นตอนการทำงานของแพทย์ พยาบาล  อย่างเข้าใจ  เพื่อไม่ให้การทำงานของเราไปขวางการทำงานของแพทย์ พยาบาล  หรือ กระทบ ผู้ป่วยและญาติ   รวมทั้งมุมกล้อง  เนื่องจาก ใช้กล้อง 2  ตัว  ต้องวางแผนเพื่อให้ได้ภาพ และไม่ทับกัน  แต่สำคัญที่สุด คือ งานชิ้นนี้ต้องไม่เห็นหน้าผู้ป่วย เพื่อให้ง่ายต่อกระบวนการผลิต 

“เมื่อไปถึงโคราช  ทีมงานไปไหว้ย่าโมทุกวัน แล้วคงมีใครบอกว่า ขอให้ทุกคนปลอดภัย  ซึ่งการถ่ายทำ 2 วันแรก ก็เป็นจริง  เราได้รับความร่วมมือทั้งจากแพทย์  พยาบาล  และญาติผู้ป่วย  แต่เราเจอ เคสผู้ป่วยอาการหนักน้อยมาก  ภาพไม่พอ   เรื่องราวยังไม่ครบ   เราก็เริ่มพูดกันว่า  เออ  ทุกคนปลอดภัย แต่งานเราเริ่มไม่ปลอดภัยแล้ว!!  วันสุดท้าย เราเลยไม่ได้ขอย่าโม เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ  ”

ทีมงานสารตั้งต้นทีมนี้เลือกไปถึงห้องฉุกเฉิน  ในเวลา 16.00 - 24.00 น.  ตลอดการถ่ายทำตั้งแต่วันที่ 4-7 สิงหาคม เพราะเป็นกะที่พีคที่สุดของห้องฉุกเฉิน  เนื่องจากแผนกอื่นปิดหมด  ผู้ป่วยทั้งหมดที่มาถึงโรงพยาบาลจึงต้องมาที่ห้องฉุกเฉินเป็นอันดับแรก   

ช่างภาพทั้งสองคนผู้รับบทบาทหนัก ช่วยกันเล่าว่า  การถ่ายภาพครั้งนี้กดดันทั้งตัวเนื้องานและกรอบเวลาที่เร่งรีบ  ต้องเคลื่อนตัวตลอดเวลา  และต้องไม่กีดขวางการทำงานของหมอ พยาบาลด้วย  ต้องดูการตอบรับจากญาติผู้ป่วยเป็นสำคัญ  ถ้าเขาเริ่มไม่สบายใจ  ต้องถอย  จนกว่าญาติจะยินยอม   

“แต่เราก็พลาดที่ญาติผู้ป่วย  เราไม่ได้ระวังภาพ  ซึ่งก่อนออกอากาศเราส่งเทปให้โรงพยาบาลตรวจก่อน  ก็มีหลายส่วนที่ทางโรงพยาบาลขอให้เราแก้  บังหน้าญาติผู้ป่วย”  คำบอกเล่าจากผู้สื่อข่าวของทีม

โปรดิวเซอร์   ช่วยสำทับว่า  “แม้เทปนี้ทีมงานถือว่า  เข้าใจงานมากที่สุดแล้ว แต่เราก็กังวล   เพราะสภาพความเป็นจริงในห้องฉุกเฉิน  หมอ  พยาบาล  ไม่พูดเหมือนเราไปหาหมอปกตินะ บางทีก็มีคำสบถ  เขามีอารมณ์เพราะตรงหน้า  คือความเป็นความตาย  ตอนส่งเทปไป  ก็กลัวเขารื้อหมด   แต่ก็โชคดีที่ทุกโรงพยาบาลปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามอิริยาบถที่เกิดขึ้นจริง  ”  

ไล่เรียงประสบการณ์การทำงานจริงในห้องฉุกเฉิน  : 

พี่จุ๊ฟ กัสกร   เล่าห้วงเวลาที่ถ่ายภาพในห้องฉุกเฉินว่า     “เวลาถ่ายภาพ เราต้องระวังเรื่องสิทธิผู้ป่วยอยู่แล้ว   กลัวด้วยว่า ถ่ายๆอยู่จะคามือเราไหม  ซึ่งก็มี ...!!!  เราก็ต้องแลก  เพราะสารคดีตัวนี้  ต้องทำให้เห็นถึงการช่วยชีวิตคน กลัวเลือดก็มีบ้าง  จังหวะเข้าไปถ่าย หมอกำลังเย็บแผล จังหวะผมกำลังปรับโฟกัส แผลแหวะออกมาคากล้องเลยแล้วเคสนั้น...เขาก็เสียด้วย ” 

จุ๊ฟ ปสุต     “อารมณ์ของทุกคน  อยู่นอกโรงพยาบาลก็เฮฮาปกติ แต่พอเข้าไปในห้องฉุกเฉิน  หันไปมาไม่มีใครเล่นมุขอะไรเลย   มันเป็นความรู้สึกอึดอัด” 

แต๋ง  ภูริลาภ  “ ตรงนั้นมันมีหลายอารมณ์   ฉุนเฉียว  บ้าบอคอแตก ขัดแย้งวินิจฉัย  สิ้นหวัง  เราก็อึนๆ เอียงไปโดยอัตโนมัติ” 

นก ปิติพร   “บางคนบ้าคลั่ง  ดิ้นจนเลือด  คนนี้อ้วก   อีกคนจะฉี่   ปั้มหัวใจพร้อมกัน 2  คนก็มี”     

....และวันสุดท้ายของการถ่ายทำ ซึ่งทีมงานได้โอกาสติดรถฉุกเฉิน  ออกไปพร้อมคุณหมอ เพื่อไปดูเคสผู้ป่วยหนัก  และได้ภาพ ปั้มหัวใจในรถ จนมาถึงโรงพยาบาล  เป็นเนื้อเป็นน้ำมากที่สุด พอมาถึงกรุงเทพ โปรดิวเซอร์ แต๋ง  จึงเสนอทีมงาน รื้อโครงเรื่องเล่าใหม่ตามภาพและเรื่องราวจริงๆของแพทย์ฉุกเฉินที่ไม่ได้ทำงานแค่ให้ห้อง  แต่ต้องพร้อมลงพื้นที่ทันทีเพื่อเมื่อวินิจฉัยว่า เป็นเคสที่หนัก   และก็ไม่คิดว่า งานชิ้นนี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ชม รวมทั้งหน่วยแพทย์พยาบาล  ที่ติดต่อกลับมาทางเพจ เฟซบุ๊กของ “สารตั้งต้น  ”

 

“สิ่งที่อยากนำเสนอ ไม่ใช่แค่ให้เห็นใจแพทย์ พยาบาล ทำงานหนัก แต่เราอยากให้เห็นว่า มีคนป่วยที่ไม่ฉุกเฉินจริง เข้ามาที่ห้องฉุกเฉิน แล้วแชร์ทรัพยากรที่มีน้อยอยู่แล้วของห้องฉุกเฉิน  โรงพยาบาลรัฐในไทย  บางทีน้องที่เป็นข่าวมารอหมอพยาบาลวันนั้น  อาจไม่ต้องเสียชีวิต  แต่เคสนั้น โรงพยาบาลก็ยอมรับว่า วินิจฉัยโรคผิดเพราะบางโรคมันวินิจฉัยยาก แต่กระบวนการคัดกรอง  และรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินจริงๆ เขาทำเต็มที่อยู่แล้ว  แต่น้องคนนั้นถูกแชร์ทรัพยากรไปจากคนที่ไม่ได้ป่วยฉุกเฉินหรือเปล่า ห้องฉุกเฉินงานหนักนะ ไม่ใช่แค่งาน ความรู้สึก อารมณ์ด้วย เราอยู่ไม่ถึง  1  กะของหมอ พยาบาล  เรายังคิดเลยว่า เมื่อไหร่งานจะเสร็จ ควรจะเห็นใจเขาหน่อยไม่ใช่ด่าอย่างเดียว”  นก  ปิติพร ย้ำถึงความตั้งใจในการนำเสนอเรื่องราวของห้องฉุกเฉินและเธอเปลี่ยนความคิดจากที่เคยเป็นหนึ่งที่อคติกับการไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลรัฐ    

 

แต๋ง  ภูริลาภ  เข้าใจการทำงานของแพทย์พยาบาลมากขึ้นและเห็นว่า การรักษาสุขภาพของตัวเองเป็นสิ่งจำเป็น  เพราะสุขภาพของเราไม่ควรโยนให้เป็นภาระของหมอพยาบาลอย่างเดียว  และเขาเอง  ก็เคยมีประสบการณ์เข้าห้องฉุกเฉินมาแล้วเมื่อปี  2546  และรอดชีวิตจากห้องนั้นมาได้  

“กระบวนการทุกอย่าง  คัดกรองเคสต่างๆ  เขามีอยู่และรักษาตามเคส  แต่ถ้าเราเข้าไปเหยียบห้องฉุกเฉิน  มันมีโอกาสอยู่แล้ว  ที่จะไม่ได้กลับมา 100  เปอร์เซ็นต์  เพราะห้องนั้น แพทย์ใช้คำว่า  ยื้อชีวิต  ไม่ใช่แค่ช่วยชีวิต”

หลังได้เห็นผลงานที่ทั้ง 4  คน ใช้เวลาทุ่มเทเพื่อถ่ายทอดการทำงานของแพทย์ พยาบาล  ห้องฉุกเฉิน เพื่อทำความเข้าใจกับสังคมแล้ว  ทุกคนยังได้ตระหนักว่า ต้องรักษาสุขภาพตัวเองให้ดี เพื่อไม่ต้องไปอยู่ตรงนั้น (ห้องฉุกเฉิน) !!!  จะได้ไม่ต้องไปแชร์เวลาของคนที่ฉุกเฉินจริงๆ  เงินที่มีเก็บเพื่อไปใช้ท่องเที่ยวไม่ใช่ต้องไปรักษาตัวเอง  เพื่อการจากโลกนี้ไปอยากสงบ  และอยากให้ทุกคนหลบทางให้กับรถฉุกเฉินของพยาบาล  

ให้วินาทีนั้น ถูกใช้ไปอย่างมีค่ากับผู้ที่ต้องการอย่างแท้จริง  ....!!!  

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ