วันนี้ (14 ก.ย.60) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่าจะยุติการใช้เรือเหาะในภารกิจตรวจการณ์พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังใช้งานมาตั้งแต่ปี 2552 เนื่องจากตัวเรือเหาะที่เป็นบอลลูนทำจากผืนผ้า มีอายุการใช้งาน 8 ปี ครบอายุการใช้งาน ขณะที่กล้องตรวจการณ์ที่ยังใช้งานได้ อยู่ระหว่างการปรับรูปแบบการใช้งาน และอาจนำไปติดอากาศยานอื่นๆ ทดแทน ส่วนรถลากจูงเรือเหาะที่มีข่าวว่าจะมีการนำไปประมูลขายทอดตลาดนั้น อยู่ในขั้นตอนดำเนินการของกรมการส่งทหารบก
พล.อ.เฉลิมชัย ระบุว่า อาจจะต้องมีการปรับรูปแบบการใช้งานเพราะตัวที่มีราคาแพงและใช้ประโยชน์ได้คือกล้อง แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการซื้อตัวบอลลูนใหม่ แต่ดูแลส่วนประกอบที่เป็นกล้องมาปรับรูปแบบการใช้งานเพราะมีราคาแพง และ ถือเป็นหัวใจของกระบวนการในการค้นหา นำไปประยุกต์ใช้กับอากาศยานซึ่งขณะนี้กำลังทดลองทำอยู่
สำหรับเรือเหาะลำนี้ คือรุ่น Aeros 40D S/N 21 (SKY DRAGON) ผลิตโดยบริษัท Worldwide Aeros Corp. สหรัฐอเมริกา กว้าง 34.8 ฟุต ยาว 155.3 ฟุต สูง 48.3 ฟุต ระยะความสูงที่สามารถปฏิบัติงานได้ คือ 10,000 ฟุต ความเร็วสูงสุด 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บินได้นาน 6 ชั่วโมง เริ่มจัดซื้อในสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้บัญชาการทหารบก ราคารวมประมาณ 350 ล้านบาท แบ่งเป็น ราคาตัวเรือบอลลูน 260 ล้านบาท กล้องส่องกลางวันและกลางคืน 70 ล้านบาท และ ราคาอุปกรณ์สื่อสารภาคพื้น 20 ล้านบาท ซึ่งการจัดซื้อใช้วิธีพิเศษ กองทัพบกทำสัญญากับ บริษัท Arial International Cooperation
ในช่วงที่เรือเหาะเริ่มเข้าประจำการในปี2552 เกิดปัญหามีรอยรั่ว และต้องเติมก๊าซฮีเลียมที่มีราคาแพง จนต้องนำไปจอดเก็บไว้ที่กองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ปี 2555 ถูกนำขึ้นเพื่อปฏิบัติภารกิจบินรักษาความปลอดภัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ระหว่างลงพื้นที่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เรือเหาะลำนี้กลับตกลงพื้น โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าสภาพอากาศแปรปรวน ต่อมาในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้บัญชาการทหารบก ได้จ้างบริษัทมาดูแลรักษาเรือเหาะปีละ 50 ล้านบาท และนำออกมาบินตรวจการณ์ในบางครั้ง แต่ถูกวิจารณ์ว่าบินต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด ในที่สุดต้องจอดเรือเหาะเก็บไว้จนหมดอายุ