วันนี้ (22 ก.ย.60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ประจำปี 2559 โดยสรุปมาจากข้อมูลข่าว และงานวิจัยจากสถาบันต่างๆ พบว่า ต้นเหตุหลักที่ทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว คือ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งานวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุ่มตัวอย่าง จากผู้ต้องขังที่ต้องโทษในคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกาย ที่ต้องโทษจำคุกในเรือนจำและทัณฑสถาน จำนวน880 คน พบว่าการดื่มสุรามีความสัมพันธ์กับอาชญากรรม เป็นปัจจัยหลักในการก่อเหตุ โดยกลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นอายุไม่เกิน25ปี มากกว่าครึ่ง ดื่มสุราก่อนก่อเหตุ ในจำนวนนี้ ร้อยละ 76 ก่อเหตุหลังจากดื่มสุราไม่เกิน5ชั่วโมง ขณะเดียวกันข้อมูลของศูนย์วิจัยปัญหาสุราปี 2558 ยังระบุว่า ร้อยละ 80 เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มสุราของผู้อื่น เช่น รู้สึกไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ หวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่ดื่มตามถนนในที่สาธารณะ หรือ เคยถูกคนที่ดื่มพูดจาหยาบคายใส่
ส่วนข้อมูลด้านการศึกษาข่าวสารที่เกิดขึ้นประจำวันในปี 2559 จากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบว่า มีข่าวความรุนแรงในครอบครัวมากถึง 466 ข่าว ในจำนวนนี้มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้น 86 ข่าว หากจำแนกความรุนแรง พบว่า ร้อยละ 70 เกิดความรุนแรงจากสามีกระทำต่อภรรยา ร้อยละ 62 คู่รักกระทำต่อแฟน โดยฝ่ายชายเป็นผู้กระทำ และที่น่าเป็นห่วง คือ วิธีการที่สามีลงมือฆ่า เกือบครึ่งใช้อาวุธปืน รองลงมาคือ มีด และของมีคม และ ทำร้ายร่างกาย จนเสียชีวิต ส่วนมูลเหตุที่ทำให้ฆ่ามากที่สุด มาจากการหึงหวง ระแวง ฝ่ายหญิงไม่ยอมคืนดี
ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นายจะเด็จ เชาว์วิไล เลขาธิการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ จัดหลักสูตรการศึกษาเพื่อปลูกฝังเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัวตั้งแต่เด็ก รวมไปถึงขอให้สื่อ เปลี่ยนวิธีการนำเสนอเรื่องความรุนแรงในครอบครัวให้น้อยลง โดยเฉพาะละคร เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นการปลูกฝังความรุนแรงตั้งแต่เด็ก