เมื่อวานนี้ (26 ก.ย.60) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย เดินทางไปยังเกาะบาหลีเพื่อตรวจเยี่ยมศูนย์พักพิงที่ตั้งขึ้นเพื่อรองรับประชาชนที่อพยพจากพื้นที่โดยรอบภูเขาไฟอากุง หลังทางการประกาศเฝ้าระวังภัยสูงสุด เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากตรวจพบสัญญาณว่าภูเขาไฟอาจปะทุได้ทุกเมื่อ
ล่าสุด วันนี้ ( 27 ก.ย.60) มีประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่แล้วกว่า 75,000 ราย ในขณะที่บางรายยังคงไม่ยอมออกจากที่พักอาศัยของตัวเอง เนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีอะไรเกิดขึ้น และชาวไร่ชาวนาบางส่วน ยังจำเป็นต้องกลับมายังพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง ในเวลากลางวัน เพื่อให้อาหารสัตว์ในฟาร์ม ที่พวกเขาไม่กล้าขายในตอนนี้ เนื่องจากราคากำลังตก ในขณะที่นักสิทธิสัตว์หลายคนพยายามจะช่วยพวกสัตว์ที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่เสี่ยง หรือพยายามปล่อยมันออกจากกรง เพื่อที่อย่างน้อยมันจะสามารถวิ่งหนีได้
ส่วนด้านการท่องเที่ยว จนถึงวันนี้ ท่าอากาศยานนานาชาติงูระห์ไร ที่เกาะบาหลียังเปิดดำเนินการได้ตามปกติ ทั้งนี้ทางการอินโดนีเซียได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว ในกรณีที่ภูเขาไฟอากุงเกิดการปะทุ โดยเจ้าหน้าที่ได้วางแผนที่จะเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินในท่าอากาศยานนานาชาติงูระห์ไร บนเกาะบาหลี ไปยังท่าอากาศยาน 10 แห่งทั่วประเทศ และจะขยายระยะเวลาวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยว ที่ประสบเหตุขัดข้องหากภูเขาไฟเกิดปะทุ
ด้านสายการบินเวอร์จิ้น ออสเตรเลีย และสายการบินเจ็ทสตาร์ กล่าวว่า ได้สั่งให้เครื่องบินทุกลำ บรรทุกเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ในกรณีที่ภูเขาไฟอากุงเกิดการปะทุ และจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทาง
ขณะที่ ภูเขาไฟ “โมนาโร” บนเกาะแอมเบของวานูอาตู ที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ล่าสุดเริ่มพ่นเถ้าถ่านและก๊าซขึ้นสู่อากาศ ทำให้ประชาชนบนเกาะเกือบ 7,000 ราย ต้องอพยพออกจากพื้นที่รอบภูเขาไฟรัศมี 6.5 กิโลเมตร เนื่องจากเกรงว่าภูเขาไฟลูกดังกล่าวอาจเกิดการระเบิดขึ้นอีกครั้ง
โดย รัฐบาลวานูอาตูสั่งอพยพประชาชนกว่า 70 เปอร์เซนต์ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ พร้อมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและจัดตั้งศูนย์ฉุกเฉิน 15 แห่งเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทจากภัยพิบัติภูเขาไฟ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านบรรเทาภัยพิบัติของวานาตูแสดงความกังวลว่าการที่มีผู้อพยพเป็นจำนวนมากอาจทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ เนื่องจากช่วงนี้ยังคงเป็นฤดูแล้งของประเทศ
ทั้งนี้ ศ.ดร. ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า ภูเขาไฟอากุง ที่เกาะบาหลี และ ภูเขาไฟโมนาโร ที่วานูอาตู นั่นอยู่เหนือมวลลาวาเดียวกัน จึงมีความเกี่ยวข้องกัน สำหรับการคาดการณ์ว่าจะปะทุเมื่อไหร่นั่น ต้องสังเกตสัญญาณต่าง ๆ ที่นักภูเขาไฟวิทยา ติดตามอยู่ก็มี ปริมาณก๊าซต่าง ๆ เช่นก๊าซ ซัลเฟอร์ ในพื้นที่ หรือว่าภาพถ่ายดาวเทียมที่จะบ่งชี้มวลลาวาใต้ดิน และ ปากปล่องภูเขาไฟ (จะนูนขึ้นมา) นอกจากนี้ก็ยังสามารถสังเกตุที่ตัวปล่องภูเขาไฟด้วย ว่ามีความเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า หรือที่สามารถสังเกตุได้อีกอย่างคือ พฤติกรรมของสัตว์ – โดยเฉพาะสัตว์ที่อยู่ใต้ดินเช่น หนู – สัตว์เหล่านี้อพยพออกจากพื้นที่ก่อนเกิดเหตุภัยพิบัติ อย่างไรก็ตาม ภูเขาไฟอากุงที่บาหลี ไม่น่าจะส่งผลกระทบกับไทยโดยตรง อย่างมากคือเถ้าถ่านลอยอยู่ในมวลอากาศจนมีผลกับสภาพดินฟ้าอากาศ อาจจะทำให้เกิดฝนตกได้ แต่ที่กระทบหนักจริง ๆ คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ของอินโดนีเซีย และการบินเหนือน่านฟ้าอินโดนีเซีย