วันนี้ (12 ต.ค.60) “สงกรานต์ อักษร” รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า ปัจจุบันในทะเลจีนใต้มีพายุดีเปรสชั่นอยู่หนึ่งลูก ทางด้านตะวันออกของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ มีเส้นทางเดินของพายุมาทางอ่าวตังเกี๋ย คาดว่าประมาณวันที่ 16-17 ต.ค.นี้จะเดินทางมาถึงชายฝั่งของประเทศเวียดนาม พายุลูกนี้จะส่งผลให้เกิดฝนตกเหมือนเช่นพายุเมื่อสองสามวันที่ผ่านมาทำให้ฝนตกหนักทางภาคอีสาน สำหรับพายุลูกนี้จะเข้าผ่านเวียดนามและอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำที่ลาว แต่ระดับความแรงเมื่อถึงประเทศไทยจะลดลง มีเพียงเมฆที่เป็นเมฆฝนเท่านั้น ไม่ใช่พายุที่ตรงเข้ามาประเทศไทย แต่จะทำให้ภาคอีสานมีฝนตกชุก ตกเป็นบริเวณกว้าง เหมือนไม่มีน้ำแต่ผลรวมของน้ำฝนจะเยอะ แต่จะไม่ท่วมเหมือนตอนครั้งน้ำท่วมที่สกลนคร ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาจะใช้โมเดลคณิตศาสตร์ในการคำนวณแต่จะมีการปรับปรุงทุก 3-6 ชั่วโมง เราจะดูและวิเคราะห์ความแรงและทิศทาง ว่าจะอ่อนกำลังลงหรือยัง ทางกรมอุตุนิยมวิทยา ยังยืนยันว่า วันนี้จนถึงวันจันทร์-อังคาร ยังพบว่ามีก่อตัวเพียงลูกเดียว แต่ตอนนี้ยังเป็นฤดูกาลของพายุ โอกาสที่จะมีการก่อตัวหลังวันที่ 20 ต.ค. ก็ยังมีอีก เราก็ต้องตรวจสอบความชัดเจน ซึ่งวันจันทร์เราก็ต้องวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์กันอีกครั้งว่าหลังวันที่ 20 ต.ค.นั้นจะยังมีพายุก่อตัวเข้ามาอีกหรือไม่ ขณะที่พายุที่ก่อตัวจากทะเลจีนใต้ จะดูยากกว่าพายุที่ก่อตัวไกลออกไปและจะเห็นโครงสร้างชัดเจน
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าจะมีพายุอีก 3 ลูกเข้าไทย รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายว่า โมเดลคณิตศาสตร์ของแบบจำลองนั้นมีเยอะมาก กรมอุตุฯก็เห็นโมเดลอันนั้น บางโมเดลก็เชื่อถือได้บางโมเดลก็เชื่อถือไม่ได้ เข้าใจว่าโมเดลที่ดูๆกัน เป็นโมเดล GFS ของสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันโมเดลของศูนย์ของพยากรณ์ยุโรปจะน่าเชื่อถือมากที่สุด ปัจจุบันกรมอุตุฯ ใช้ของหลายที่ เพื่อนำมาประเมิน ต้องดูแล้วนำมาเทียบกัน ซึ่งตัวโมเดลก็อาจจะผิดพลาดก็ได้
“คิดว่าที่อ.เสรีอ้างน่าจะมาจากโมเดล GFS ผมไม่แน่ใจว่าอ.เสรีเข้าใจผิดหรือไม่ เพราะบางทีทางโมเดลจะให้เห็นการหมุนของมวลอากาศ แต่จะเป็นหรือไม่เป็นพายุก็ได้ บริเวณทะเลอันดามันซึ่งปกติจะมีอยู่แล้ว น่าจะเป็นความเข้าใจที่ไปเห็นแล้วคิดว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ไม่น่าจะใช่มาจากทางอันดามันแน่ๆ เพราะตอนนี้ ยังปกคลุมด้วยลมมรสุมอยู่ พายุบริเวณอันดามันเราตัดออกได้เลย ที่จับตาดูคือบริเวณทะเลจีนใต้ที่มีอยู่ลูกหนึ่งที่คาดว่าจะมีอิทธิพลกับประเทศไทย ซึ่งเมื่อเทียบกับโมเดลของหลายๆประเทศนั้นมีเส้นทางพายุที่ใกล้เคียงกัน ส่วนอีกลูกที่ อ.เสรีบอกว่าจะเข้าตรงกลางภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ น่าจะมาจากการดูโมเดลของ GFS ที่มีแนวโน้มในการเกิดพายุในลักษณะนี้เช่นกัน แต่ก็จะมีพายุอีกลูกที่จะมีแรงกระทำต่อกันที่จะดันให้พายุลูกนี้ออกไป หรือพัดเข้ามา จะต้องรอวันจันทร์ถึงจะเห็นความชัดเจน ส่วนข่าวที่ออกมากรมอุตุฯ เห็นหมดตามข่าวออนไลน์ที่แชร์กันเยอะๆ เพราะเราไม่อยากห้าม บางคนทำให้ตื่นเต้น บางคนก็เอาไปศึกษา กรมอุตุฯไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่คิดว่าสิ่งที่มีการแชร์ขนาดนี้จะทำให้ตื่นตระหนกจนเกินไป”
ขณะที่ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต เปิดเผยหลังกรมอุตุนิยมวิทยา ออกมาปัดข่าวว่า ไม่มีพายุ 3 ลูกจ่อเข้าไทย ว่า หากมองย้อนไปที่น้ำท่วมสกลนคร เป็นความล้มเหลวของหน่วยงานของระบบอย่างชัดเจน ที่ขาดเข้าการเฝ้าระวัง โดยการเฝ้าระวังต้องมาก่อนการเตือนภัย ซึ่งการเฝ้าระวังต้องมาจากหน่วยงานที่จะเตือนภัยประชาชนก่อนที่จะมีการประเมินความรุนแรง ถ้ามีความเสี่ยงสูงจึงต้องมีการแจ้งเตือนประชาชน ขณะที่ศูนย์ของผมไม่ได้มีหน้าที่การเตือนภัย แต่มีการแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังและใหความรู้
“ผมยังยืนยันว่าตอนนี้มีเข้าแน่ๆหนึ่งลูก ส่วนลูกที่สองทางฝั่งอันดันมาจะเกิดเป็นหย่อมความกดอากาศ ก่อนจะก่อตัวเป็นพายุ ส่วนลูกที่สามในทะเลจีนใต้ หลายแบบจำลองก็มีการคาดการณ์แบบนั้น เมื่อเรามีการคาดการณ์ออกมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องไปประเมินว่าพื้นที่ไหน ที่คาดกว่าจะได้รับผลกระทบ ชาวบ้านจะได้เตรียมตัว นี่คือพื้นฐานในการจัดการภัยพิบัติที่เป็นระบบ เมื่อมีความเสี่ยงจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ ว่าฝนตกปริมาณเท่านี้จะเกิดอะไร ไม่ใช่ปล่อยเวลาไปแล้วบอกว่า อีก 2 วันเข้าแน่ หน่วยงานไหนจะเตรียมตัวเตือนประชาชนทัน ทั้งที่มีข้อมูลอยู่แล้ว กรมชลประทานก็บอกให้รอกรมอุตุนิยมวิทยาบอกก่อน ซึ่งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนที่เกิดขึ้น ผมอยู่ในคณะกรรมการบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ผมจะไม่ยอมให้เกิดบทเรียนแบบนี้อีก เพราะชาวสกลนครได้ติดต่อมาหาว่าให้ช่วยเฝ้าระวังให้ด้วย”
รศ.ดร.เสรี บอกว่า การเลือกใช้แบบจำลองนั้นมีหลากหลาย ซึ่งมีอยู่ประมาณ 60 แบบจำลอง เมื่อแบบจำลองหลากหลายที่ชี้ว่าน่าจะเกิด เราก็นำมาเฝ้าระวัง สมมติว่ามีเวลา 1 สัปดาห์ หากวันที่ได้รับผลกระทบคือวันที่ 16-17 ต.ค. ที่น่าจะได้รับผลกระทบลูกแรก ก็จะมีเวลาแค่ 3 วัน ถ้าท่านไม่ประเมินให้ประชาชน แล้วประชาชนจะทราบได้อย่างไรว่าพายุจะเข้าหรือไม่เข้า
“อยากให้กรมอุตุนิยมวิทยาปฏิรูปตัวเองในการเฝ้าระวัง ให้มีเวลาของหน่วยงานในการประเมินในการป้องกันความเสียหาย สำหรับกรมอุตุนิยมวิทยาได้บอกว่าศูนย์ต่างๆได้ออกมาการแจ้งเตือน นั้น อยากจะชี้แจงทางกรมอุตุนิยมวิทยาว่า หลายๆศูนย์ไม่ได้เตือนเขาแค่เฝ้าระวัง ส่วนการเตือนภัยของหน่วยงานหลักประชาชนคือการบอกประกาศให้อพยพ ให่ทราบว่าฝนจะตกหนักแค่ไหน กรณีสกลนครหากเขารู้ว่าฝนจะตกหนักแค่ไหน ปริมาณแค่ไหน ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้น หลังจากแถลงการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ออกมา สำหรับผมนั้นศูนย์ผมเป็นศูนย์ที่ให้ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ผมก็ต้องทำต่อไป ไม่รู้ว่าประชาชนจะเชื่อใคร เพื่อให้เกิดความเฝ้าระวัง แต่บทเรียนมันพิสูจน์แล้ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น สำหรับผมพายุเข้า 3 ลูกเข้าหรือไม่เข้าไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเด็นสำคัญคือต้องสามารถวิเคราะห์ว่าฝนจะตกเท่าไหร่ เพื่อให้กรมชลประทานวิเคราะห์ได้ว่าจะระบายน้ำออกจากเขื่อนเท่าไหร่ และเตือนให้ประชาชนที่อยู่ในที่สุ่มเสี่ยง ให้อพยพคนแก่ เด็ก และรถยนต์ออกจากพื้นที่ก่อน เขาต้องเป็นคนขับรถออกมาไม่ใช่คนที่ออกมาเตือนเขา ต้องช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นก่อน นี่คือหลักการเราจะปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกไม่ได้ การเฝ้าระวังนั้นเป็นการให้ความรู้ประชาชน เราแค่ให้ความรู้ไม่ใช่จะไปเตือนกับกรมอุตุนิยมวิทยา”
ขณะที่ รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายเรื่องของการเตือนภัย ว่า กรมอุตุนิยมวิทยานั้นได้มีการระบบการเตือนภัยอยู่แล้ว ถ้าเราเตือนเป็นข่าวอยู่เรื่องๆ ประชาชนก็จะเกิดความไม่เชื่อมั่น และปัจจุบันมีการเตือนจากหลายแหล่ง ทั้งหน่วยต่างๆ ทางโซเชียลมีเดีย เพราะเตือนแล้วไม่มีความผิดอะไร ตอนนี้อีกลูกที่กำลังจะเข้าไทย ก็ได้มีการแจ้งเตือนให้หลายหน่วยงานแล้ว ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมป้องกันภัยพลเรือน ก็ได้มีการดำเนินการเตรียมการแล้ว ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้มีการมองล่วงหน้า ที่กรมอุตุฯ เป็นห่วงเพราะการแจ้งเตือนมีจากหลายแห่งแล้วเราก็แชร์กันออกไป อย่างเมืองนอกจะไม่มีอาจารย์มหาวิทยาลัยออกมาเตือนแข่งกับหน่วยงานของรัฐ ของเรายังไม่มีกฎหมายฟ้องร้องหากมีคนที่ออกมาแจ้งเตือนแบบนี้ เชื่อว่าทุกคนก็คงหวังดี แต่อย่างไรก็ต้องเป็นระบบ