สำหรับพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรกว่าที่สถาการณ์น้ำจะเริ่มคลี่คลาย เพราะแม้ว่าขณะนี้จะอยู่ในช่วงปลายฝนแล้ว แต่ฝนที่ตกลงมาในรอบส่งท้ายนี้ก็มีปริมาณสะสมค่อนข้างมาก ทำให้ล่าสุดเขื่อนเจ้าพระยาต้องเพิ่มอัตราการระบายน้ำขึ้นอีก 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบพื้นที่เหนือเขื่อน สังเกตได้จากปริมาณน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองจังหวัดนครสวรรค์วันนี้ ยังมีปริมาณมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 3,039 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แม้จะปรับลดลงจากเมื่อวานเล็กน้อย แต่เมื่อ1-2 วันนี้ ฝนในพื้นที่ด้านบน เช่นจังหวัดตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก ยังตกหนัก ฉะนั้น น้ำจากด้านบนยังคงไหลมาเติมอยู่เรื่อยๆ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ กรมชลประทานจึงค่อนข้างมั่นใจว่าน้ำเหนือที่จะไหลไปที่เขื่อนเจ้าพระยา น่าจะมีปริมาณมากแบบนี้ยาวไปถึงสิ้นเดือน
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่กรมชลประทานต้องตัดสินใจเพิ่มอัตราการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จาก 2,600 เป็น 2,700 ลูกบาศเมตรต่อวินาทีวันนี้ ไม่เช่นนั้นพื้นที่เหนือเขื่อนที่ถูกน้ำท่วมจะขายวงกว้างเพิ่มมากขึ้น จนอาจจะทะลักถึงเขตเศรษฐกิจจังหวัดชัยนาท และแน่นอนว่าทุกการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มอีก 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พื้นที่ท้านเขื่อนระดับน้ำจะสูงขึ้นอีกราว 25 ซม. ดังนั้นกรมชลประทานจึงประกาศเตือนว่า พื้นที่ตั้งแต่อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ไล่นมาจนถึง จ.สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และปทุมธานีบางส่วน จุดไหนที่คันดินอยู่ต่ำกว่า 30 ซม. ก็ขอให้เสริมคันดินเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งระยะทางจากเขื่อนเจ้าพระยา มาถึงพระนครนครศรีอยุธยาน้ำจะใช้เวลาเคลื่อนตัวประมาณ 2 วัน ดังนั้นพื้นที่ด้านล่างยังพอมีเวลาเตรียมตัว
ส่วนแผนการระบายน้ำจากนี้ กรมชลประทานยังคงใช้วิธีผันน้ำออกฝั่งซ้ายขวา และที่คลองระพีพัฒน์ ก็เป็นอีกหนึ่งแผนสำคัญที่จะช่วยตัดยอดน้ำจากแม่น้ำป่าสักไม่ให้ไหลไปรวมกันแม่น้ำเจ้าพระยาในปริมาณที่มากเกินไป ดังนั้นวันนี้ กรมชลประทานจึงเพิ่มอัตราการระบายน้ำที่คลองระพีพัฒน์ เพิ่มเป็น 215 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งปรับเพิ่มจากเมื่อวานมาประมาณ 35 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งน้ำจากคลองนี้ จะไหลไปทางคลอง 13 ผ่านรังสิต และไปลงที่แม่น้ำบางปะกง ซึ่งกรมชลประทานมั่นใจว่าจะไม่กระทบกับกรุงเทพมหานคร