เมื่อรัฐมนตรีว่าการทรวงพลังงานออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนด้านนอก ทั้งที่เวทีการพูดคุยยังไม่จบ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ระบุว่า จะเดินหน้าเปิดสัมปทานตามปกติและเวทีครั้งนี้จะไม่มีผลต่อกระบวนการการตัดสินใจ
นายธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี นายนพ สัตยาศัย และนางสาวรสนา โตสิตระกูล คือตัวแทนของกลุ่มที่ผลักดันให้มีการแก้กฎหมายปิโตรเลียมฉบับปัจจุบัน ก่อนเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ส่วนฝ่ายของกระทรวงพลังงาน 4 คน มีนายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายบรรยง พงษ์พานิช นายมนูญ ศิริวรรณ และนายศิริพงษ์ ศุภกิจจานุสรณ์ นักกฎหมาย โดยกติกาของเวทีกำหนดให้ทั้ง 2 ฝ่าย ถกเถียงกันในกรอบของ 2 ประเด็น คือ
1. จำเป็นต้องแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียมปี 2514 หรือไม่
2. จะทำอย่างไรให้พลังงานมีใช้อย่างยั่งยืน
โดยก่อนที่การถกเถียงจะเริ่มขึ้นมีการเปิด VTR ให้ข้อมูลถึงสถานการณ์ปริมาณพลังงานในไทยซึ่งจัดทำโดยกระทรวงพลังงาน ก่อนจะเปิดโอกาสให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหนึ่งในคณะบุคคลที่ลงนามสนับสนุนชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมในจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ได้แสดงวิสัยทัศน์
ใจความสำคัญที่อดีตนายกฯอภิสิทธิ์พยายามสื่อสาร คือ การระบุว่าร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียมฉบับปี 2514 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จำเป็นต้องแก้ไข เพราะมีเงื่อนไขหลายประการไม่เอื้อให้ทั้งรัฐและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด และไฮไลท์สำคัญที่ถือว่าวันนี้อาจทำให้อดีตนายกฯ ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้วในวันนี้ คือ การหยิบยกวาทะของมหาตมะคานธีมาสนับสนุน
ขณะที่คุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน สาเหตุที่จำเป็นต้องมีเร่งการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบนี้ นอกจากมีตัวเลขยืนยันชัดเจนว่า ปริมาณพลังงานในไทยเข้าขั้นวิกฤตและจะเกิดผลกระทบจะอีก 7-8 ข้างหน้า ปัจจุบันไทยก็ยังคงต้องนำเข้าพลังงานหลายชนิดอยู่ในจำนวนมาก ขณะเดียวกันกฎหมายปิโตรเลียมปี 2514 ก็ไม่ได้มีความล้าสมัยหรือทำให้รัฐเสียประโยชน์อย่างที่กล่าวอ้าง เพราะได้มีการแก้ไขมาแล้วถึง 6 ครั้ง
โดยการพูดระหว่าง 2 ฝ่ายก็ดำเนินมาอย่างเรียบร้อยจนกระทั่ง นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนด้านนอก ทั้งที่เวทีด้านพูดคุยในยังไม่จบ โดยเฉพาะเนื้อหาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุว่า เตรียมเดินหน้ากระบวนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ตามปกติ และเวทีพูดคุยครั้งนี้ไม่ใช้เวทีรับฟังความเห็นที่จะมีส่วนในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงกระบวนการ แต่เป็นเพียงแค่เวทีที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับฟังข้อมูลจากทั้ง 2 ฝ่ายเท่านั้น
หากพิจารณาจากสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้สัมภาษณ์วันนี้ (20 ก.พ.58) ถือว่าแตกต่างกับสิ่งที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงเป้าหมายของการจัดเวทีครั้งนี้อย่างสิ้นเชิง โดยเมื่อวานนี้ (19 ก.พ.58) พลเอกประยุทธ์ระบุว่า จะมีสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากการถกเถียงกันของทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ
ขณะที่อีกถกเถียงสำคัญของทั้ง 2 ฝ่าย คือ บทสรุปเรื่องนี้ที่ทางฝ่ายเสนอให้มีการแก้กฎหมายปิโตรเลียมก่อนเปิดสัมปทานอย่างนายธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้มีการจัดทำประชามติให้ประชาชนมาส่วนร่วมในการตัดสินใจหลังรับฟังข้อมูลจากทั้ง 2 ฝ่ายแล้ว แต่ฝ่ายของกระทรวงพลังงานไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าจะทำให้กระบวนล่าช้าและข้อมูลที่มีอยู่ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องเร่งหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม