วันนี้ (29 ต.ค. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ล่าสุดขณะนี้ระดับน้ำได้เริ่มลดระดับลงแล้ว โดยในช่วงเช้าวันนี้ระดับที่วัดได้จากสถานี C 35 อยุธยา ลดลงอยู่ที่ความสูง 5 เมตร 22 เซนติเมตร จากเมื่อวานที่ระดับ 5 เมตร 26 เซนติเมตร โดยมีน้ำไหลผ่าน 1,371 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากเมื่อวาน 1,383 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ภาพรวมของระดับน้ำริมตลิ่งทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา ยังคงมีน้ำท่วมสูงโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ อ.บางบาล ซึ่งระดับน้ำสูงกว่าตลิ่ง ส่วนพื้นที่อื่นๆยังคงมีน้ำท่วมไม่เกิน 1 เมตร ซึ่งคาดว่าอีกไม่เกิน 1 สัปดาห์ ก็จะสามารถระบายน้ำลงสู่แม่น้ำได้ตามปกติ
ส่วนที่จังหวัดพิจิตร ยังคงมีน้ำท่วมอยู่ในระดับที่สูง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำยม ในเขตอำเภอโพทะเล เนื่องจากเป็นพื้นที่ปลายน้ำและมารวมกับแม่น้ำน่านเพื่อไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ แต่แม่น้ำน่านมีระดับเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การระบายของน้ำจึงเป็นไปอย่างล่าช้า ส่งผลให้บ้านเรือนของประชาชน วัด โรงเรียน และพื้นที่การเกษตร ยังคงถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 1 – 2 เมตร ชาวบ้านต้องสัญจรไปมาด้วยเรือ และโรงเรียนหลายแห่งถูกน้ำท่วมสูงเกือบถึงอาคารเรียนชั้น 2 ซึ่งกำหนดเปิดเรียนในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ จึงยังไม่สามารถเปิดทำการเรียนสอนได้ และต้องเลื่อนการเปิดภาคเรียนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ส่วนที่จังหวัดกาญจนบุรี เกิดเหตุแผ่นดินยุบตัวเป็นหลุมลึกกว่า 20 เมตร ที่บริเวณโรงเรียนบ้านบนเขาแก่งเรียง ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ ซึ่งล่าสุดวันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย และเตรียมประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ รวมทั้งปิดกั้นพื้นที่ห้ามบุคคลภายนอกเข้านอก เนื่องจากสร้างความเสียหายแก่อาคารเรียนและบ้านพักครู ทำให้เกรงว่าอาจจะเกิดอันตรายกับนักเรียนที่กำลังใกล้จะถึงช่วงเปิดภาคเรียนได้ โดยในวันพรุ่งนี้จะให้ทีมวิศวกรเข้ามาดำเนินการตรวจสอบและเร่งซ่อมแซมพื้นที่ดังกล่าวต่อไป
ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำชี ได้เอ่อล้นเข้าท่วม ที่บ้านโนนตูม และบ้านโขงกุดหวาย ต.เกิ้ง อ.เมือง อย่างรวดเร็ว ทำให้ท่วมบ้านเรือนประชาชน และถนนเส้นทางเข้าหมู่บ้านหลายแห่งถูกตัดขาด รถยนต์เล็กไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ โดยมีชาวบ้านกว่า 1,000 คน กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะระดับน้ำท่วมสูงกว่า 50 เซนติเมตร และมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านต้องเดินลุยน้ำเข้าออกหมู่บ้าน หรือใช้รถกระบะยกสูงเท่านั้น ขณะที่ อุทยานวังมัจฉา แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีปลาสวยงาม ก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกัน โดยเฉพาะทางเข้าอุทยานรวมถึงศาลาพักผ่อนถูกน้ำท่วมเกือบมิดหลังคา นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวชมได้ นอกจากนี้ยังทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ ขาดรายได้จากการจำหน่ายขายสินค้าให้นักท่องเที่ยวอีกด้วย