เตรียมรับมือ! 6 โรคร้ายที่แฝงมากับฤดูหนาวนี้

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ในช่วงที่อากาศหนาว ร่างกายคนเราจะต้องปรับตัว เพื่อให้เข้ากับอุณหภูมิที่ลดต่ำลง ทำให้อาจเกิดโรคได้ง่ายกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็น โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม และอุจจาระร่วง ดังนั้นจะต้องหาวิธีป้องกันและรับมือกับภัยร้ายที่แฝงมาในช่วงฤดูหนาวนี้

หลังจาก กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้บางพื้นที่เริ่มมีอากาศหนาวเย็น และมีอุณหภูมิที่ลดต่ำลงกะทันหัน จึงทำให้หลายคนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลังจากอากาศเปลี่ยนแปลง ด้านกรมควบคุมโรคจึงออกประกาศเตือนให้ประชาชนระมัดระวังสุขภาพในช่วงฤดูหนาว

วันนี้ (30 ต.ค.60) ผู้สื่อข่าวนิวมีเดียพีพีทีวี จึงได้รวบรวมโรคต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อากาศอุณหภูมิลดลงจากเดิม และในบางพื้นที่อาจจะเย็นลงโดยเฉียบพลัน ทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายของเราต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับกับอุณหภูมิภายนอก ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีอาการป่วย หรือสุขภาพไม่แข็งแรง ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

โดยโรคที่มากับฤดูหนาว ประกอบด้วย

1. โรคไข้หวัด สามารถเป็นได้แทบจะทุกฤดูกาล แต่ในฤดูหนาว จะเกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยครั้งมากกว่าปกติถึง 2 เท่า เพราะหากดูแลรักษาไม่ดี หรืออาการไม่ดีขึ้น ก็อาจจะทำให้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ไปได้ง่าย ๆ สำหรับไข้หวัดนั้น เกิดจากเชื้อไวรัส ที่ทำให้เกิดโรคในทางเดินหายใจ เชื้อที่พบง่ายคือเชื้อ “ไรโนไวรัส” ที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดธรรมดา มักมีอาการ คัดจมูก , น้ำมูกไหล , ไอจาม , คันคอ เป็นอาการนำ และจะเริ่มมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยตามตัว

2. โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่มีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา แต่จะมีอาการที่รุนแรงกว่าและอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน เชื้อต้นเหตุจะเป็น “อินฟลูเอ็นซาไวรัส” ทำให้มีอาการ หนาวสั่น , ไข้ขึ้นสูง , เจ็บคอ , ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและศีรษะอย่างรุนแรง และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย

3. โรคปอดบวม คือภาวะปอดอักเสบ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อไวรัสที่มีมากเกินไป จนทำให้มีหนองและสารปนเปื้อนอย่างอื่นในถุงลม มักจะอยู่ในน้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย สามารถแพร่กระจายออกมาเวลาไอ , จาม หรือการสำลักน้ำลาย เศษอาหาร และน้ำย่อย โดยลักษณะอาการหลักๆ คือ ไอ , จาม , มีเสมหะมาก, แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก , คัดจมูก แล้วเริ่มมีไข้สูงเกิน 2 วัน ทั้งนี้โรคปอดบวมมักจะพบหลังจากการเป็นไข้หวัดเรื้อรัง หรือในคนที่โรคหอบหืด พบบ่อยในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะกับกลุ่ม คนชรา และเด็กเล็กอายุระหว่าง 5 - 10 ขวบ หรือต่ำกว่า

4. โรคอุจจาระร่วง ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก “เชื้อโรต้าไวรัส” และมักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ที่พบบ่อยสุดคือในเด็กอายุ 6 - 12 เดือน เพราะเด็กวัยนี้กำลังเป็นวัยเรียนรู้ และชอบที่จะหยิบของทุกสิ่งเข้าปาก โดยที่เชื้อตัวนี้จะแฝงอยู่ในสิ่งของต่างๆ รอบตัวเด็ก และมักจะพบได้มากในช่วงเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ ซึ่งอาการของโรคนี้  คือ จะถ่ายเหลวเป็นน้ำ เป็นไข้ และอาเจียนร่วมด้วย มักมีก้นแดง ซึ่งปกติแล้ว อาการถ่ายเหลวจะหายภายใน 3 - 7 วัน แต่ก็ยังต้องดูแลใกล้ชิด และสังเกตลักษณะของอุจจาระด้วยว่า มีเลือด หรือมูกเลือดปนออกมาด้วยหรือไม่ ถ้ามีปนออกมาแล้วมีอาการหวัดร่วมด้วยให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาต่อไป

5. โรคไข้หัด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า “รูบีโอราไวรัส” เป็น RNA ไวรัสที่พบได้มากในจมูก และลำคอของผู้ที่เป็นโรคดังกล่าว โดยอาการของโรคจะคล้ายกับไข้หวัด คือ มีไข้ก่อน แล้วจึงมีน้ำมูก มักจะไอแห้งตลอดเวลา ตาและจมูกจะแดง ในเด็กจะมีไข้สูงประมาณ 3 - 4 วัน แล้วจึงขึ้นผื่นแดงๆ ที่หลังหู ลามไปยังใบหน้า และร่างกาย จากนั้นผื่นจะค่อยๆ เติบโตขึ้น และมีสีเข้มขึ้น สังเกตได้ว่าก่อนหน้าที่เด็กจะมีอาการ จะมีตุ่มใสๆ ขึ้นในปากตรงกระพุ้งแก้มและฟันกรามบน ซึ่งจะเป็นตุ่มที่เกิดเฉพาะในโรคหัดเท่านั้น และจะลามขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชม. พอหลังจากมีผื่นได้ประมาณ 2 - 3 วัน อาการก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ โรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม , อุจจาระร่วง , สมองอักเสบ , และหูชั้นกลางอักเสบ ทั้งนี้การติดต่อ จะติดต่อทางลมหายใจ , ไอ , จาม ซึ่งช่วงเวลาเสี่ยงเกิดโรคนี้ คือ ช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะในเดือนมกราคมจะมียอดของผู้ที่ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี ในกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ คือ เด็กเล็ก และเด็กในวัยเรียน ช่วงอายุ 5 - 9 ขวบ

6. โรคไข้สุกไส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อ “วาริเซลลาไวรัส” หรือ Human herpesvirus type 3 ติดต่อได้โดยการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง หรือการสัมผัสของใช้ เช่น แก้วน้ำ , ผ้าเช็ดหน้า หรือผ้าเช็ดตัว , ผ้าห่ม , ที่นอน หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำเข้าไป ซึ่งจะพบมากในเด็กวัยเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะเด็กอายุ 5 ขวบขึ้นไป แต่ผู้ใหญ่มักจะพบได้น้อยกว่า แบะมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน แต่สำหรับคนที่เคยเป็นโรคนี้แล้ว จะไม่กลับมาเป็นอีก ทั้งนี้โรคสุกใสจะมาในช่วงปลายฤดูหนาวเดือนมกราคม - มีนาคม แต่ก็สามารถพบได้ประปรายตลอดทั้งปี โดยอาการจะมีไข้ต่ำๆ , รู้เบื่อหน่ายอาหาร , ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการจะคล้ายกับไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน แต่จะมีผื่น หรือตุ่มขึ้นตามมาทันที ซึ่งเริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงก่อน แล้วก็จะกลายเป็นตุ่มน้ำใสๆ และมีอาการคัน จากนั้นต่อมาก็จะกลายเป็นหนอง และตุ่มจะขึ้นตามไรผม ลุกลามไปยัง ใบหน้า แขน ขา ลำตัว และแผ่นหลัง ต่อมาจะทยอยขึ้นจนหมดทั้งตัวภายใน 4 วัน หลังจากนั้นจะแห้งและตกสะเก็ดไปเองในเวลา 5 - 10 วัน และอาการก็จะเริ่มค่อยๆ เริ่มดีขึ้น

ทั้งนี้ วิธีการปฏิบัติและดูแลร่างกายในช่วงหน้าหนาว เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราปลอดภัยและห่างไกลจากโรคต่างๆ ซึ่งมีขั้นตอนในการปฏิบัติ ดังนี้ ประการแรก ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง และยังสามารถช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นได้อีกด้วย ซึ่งในช่วงฤดูหนาวจะมีการออกกำลังกายง่ายๆ เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง แอโรบิค หรือโยคะ เป็นต้น  ประการที่สอง ทำให้มือเท้าอบอุ่นอยู่เสมอ เมื่อมีอากาศหนาวจะต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นมากที่สุด โดยการใส่เสื้อกันหนาว กางเกงขายาว ควรเตรียมถุงมือหรือถุงเท้า เพื่อให้เกิดความอบอุ่นมากขึ้นด้วย เพราะมือและเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาท หากปล่อยให้เย็นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สบายได้ ประการที่สาม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะไข้หวัดหรือโรคต่างๆ อาจจะมาพร้อมกับอากาศที่หนาวเย็น ดังนั้นนอกจากการทำร่างกายให้อบอุ่นและการออกกำลังกายแล้ว การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นอีกทางหนึ่ง ที่จะช่วยป้องกันจากการเจ็บป่วยได้ ทั้งนี้ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ให้ครบทั้ง 5 หมู่ และเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ , เต้าหู้ , ไข่ และธัญพืช เนื่องจากธาตุเหล็กจะช่วยป้องกันโรคหวัดและเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้

นอกจากนี้ ประการที่สี่ รับประทานวิตามิน สำหรับผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง อาจจะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่ายเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว จึงควรป้องกันด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พร้อมกับการรับประทานวิตามิน เพื่อเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เช่น วิตามินซี , วิตามินเอ และวิตามินอี เพราะวิตามินเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันการเป็นไข้หวัดได้ ประการที่ห้า ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัด และหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีฟองมากๆ เนื่องจากจะทำให้ความชุ่มชื้นของผิวหายไป และ ไม่ควรเช็ดถูผิวรุนแรง อาจทำให้ผิวลอกมากขึ้น รวมถึงที่ไม่จำเป็นต้องสระผมบ่อยครั้ง เพราะอาจจะทำให้หนังศีรษะแห้งเกินไปจนเกิดรังแคได้ ประการที่หก ควรบำรุงผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ การทาโลชั่นบำรุงผิวหลังอาบน้ำขณะที่ตัวยังหมาดๆ จะช่วยป้องกันผิวไม่ให้แห้ง แตก ลอก ในฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญควรทาให้ทั่วร่างกาย เพราะอาจทำให้ผิวแห้งลอกเฉพาะจุดได้ และควรทาลิปบาล์มที่ปากด้วย จะช่วยทำให้ปากชุ่มชื้นตลอดทั้งวัน ประการที่เจ็ด ดื่มเครื่องดื่มที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย โดยก่อนนอนควรจะดื่มน้ำอุ่นหรือนมอุ่น ซึ่งจะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้มาก และยังจะช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ