โดยวันนี้ (3 พ.ย. 60) ตูน บอดี้สแลม พร้อมนักวิ่ง ได้เริ่มวิ่งออกจากจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบันนังสตา ไปยัง โรงเรียนบ้านตาเนาะปูเตะ ระยะทาง 12.3 กม. ซึ่งเป็นเส้นทางระยะที่ 4 ของเมื่อวานนี้ (2 พ.ย.60) ที่ต้องหยุดวิ่งกลางทาง เนื่องจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก โดยตลอดเส้นทางมีประชาชนที่รับทราบข่าวมายืนรอต้อนรับ พร้อมร่วมสมทบทุนกันเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาเกือบตลอดเส้นทาง
หลังจากที่วิ่งระยะที่ 4 ของเมื่อวานนี้เสร็จสิ้น ก็เริ่มวิ่งตามกำหนดการของวันนี้ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่หนึ่ง โรงเรียนบ้านตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา ถึง สำนักงาน อบต.กรงปินัง ระยะทาง 12.6 กม , ระยะที่สอง สำนักงาน อบต.กรงปินัง ถึงสถานสงเคราะห์เด็กชาย อ.เมือง จ.ยะลา ระยะทาง 12.2 กม. ก่อนที่จะหยุดพักทำกิจกรรมที่สถานสงเคราะห์เด็กชาย จากนั้นจะเริ่มวิ่งในระยะที่สาม จากสถานสงเคราะห์เด็กชาย ไปยัง สามแยกบ้านเนียง ระยะทาง 12 กม. และระยะที่ 4 จากสามแยกบ้านเนียง ไปยัง วัดธนาภิมุข จ.ปัตตานี ระยะทาง 11.7 กม. รวมระยะทางที่จะวิ่งทั้งหมดในวันนี้คือ 60.8 กม.
เป็นที่ทราบกันดีว่า การวิ่งจากใต้สุดของประเทศ สู่จุดเหนือสุดของประเทศ ด้วยระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร ของนักร้องหนุ่มหัวใจเพชรคนนี้ เพื่อระดมเงินเพื่อนำไปมอบและช่วยเหลือโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้ โรงพยาบาลศูนย์ยะลา 1 ในโรงพยายาลเป้าหมาย มีความต้องการอุปกรณ์และเครื่องมือการแพทย์รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีเหตุความรุนแรงบ่อยครั้ง จึงจำเป็นต้องการสนับสนุนเครื่องทีซีแสกน เครื่องช่วยหายใจสำหรับเด็ก-ผู้ใหญ่ เครื่องมือผ่าตัด และเครื่องมือภายในห้องฉุกเฉิน ขณะที่ โรงพยาบาลสุราษฎ์ธานี เป็นโรงพยาบาลที่รองรับผู้ป่วยในจังหวัดใกล้เคียงประมาณ 5 ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ป่วยมะเร็งที่ถูกส่งต่อมารักษาที่นี่ ทำให้โรงพยาบาลมีความต้องการเครื่องผ่าตัดแบบสอดกล้อง เครื่องอัลตราซาวด์สอดทางเดินอาหาร และเครื่องเอ็กซเรย์แบบต่อเนื่อง เพื่อนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคมะเร็ง และโรคทั่วไป
ส่วนในภาคอีสาน มีโรงพยาบาล ที่ได้รับการสนับสนุนในโครงการก้าวคนละก้าวครั้งนี้เพียงแห่งเดียว คือ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรคเฉพาะที่พบมาก คือ โรงมะเร็งตับ แต่ละปีมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาจำนวนมาก จึงมีความต้องการ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องฟอกไต เครื่องมือผ่าตัดหัวใจ และเครื่องอัลตราซาวด์ นอกจากนี้จะนำงบประมาณบางส่วนไปพัฒนาอาคาร และงานบริการประชาชน ขณะที่ภาคเหนือ โรงพยาบาลศูนย์น่าน 1 ในโรงพยาบาล 3 แห่งที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการนี้ เตรียมนำงบประมาณจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจในเด็กเล็ก พัฒนาศูนย์หัวใจ และพัฒนาห้องผ่าตัด เพื่อรองรับผู้เจ็บป่วยจากอุบัติเหตุ เนื่องจากจังหวัดน่านเป็นเมืองที่กำลังพัฒนาด้านการท่องเที่ยว
นอกจากการช่วยเหลือโรงพยาบาลแล้ว สิ่งที่ผู้ชายตัวเล็กๆนามว่า ตูน กำลังทำอยู่ ได้ช่วยเหลือและเยียวยาสังคมได้มากกว่าที่หลายคนคิด สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด จากจุดเริ่มต้นที่หลายคนคิดว่าเป็นแค่นามธรรม มันกลับกลายเป็นรูปธรรม นั่นคือรอยยิ้มของชาวบ้านใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีการแชร์ต่อๆ กันในโซเซียลจำนวนมาก เช่น ภาพจากอินสตาแกรม artiwara (อาทิวราห์) ซึ่งเป็นอินสตาแกรมของตูน บอดี้สแลม เป็นรูปเด็กน้อย 3 คนในจังหวัดยะลา ถือป้ายซึ่งทำจากกล่องกระดาษเขียนคำว่า “สู้ๆ” พร้อมกับรอยยิ้มและการชูมือขึ้นเหนือหัว ซึ่งคุณตูน ได้บรรยายภาพนี้ว่า “วันที่ 2...กำลังใจ...ระหว่างทาง”
ส่วนเฟซบุ๊กแฟนเพจ อัศวินแห่งเทือกเขาบูโด knights of southern border ซึ่งเป็นเพจที่ปกติแล้วเป็นเพจที่จะบอกเล่าเรื่องราวการทำงานของตำรวจ และตำรวจตระเวนชายแดนภาคใต้ มีการแชร์ เมื่อวานนี้ โดยทางเพจได้โพสต์ภาพตำรวจรอมอบเงินบริจาคให้ตูน ซึ่งถ่ายโดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ภาพนี้ทางเพจอัศวินแห่งเทือกเขาบูโดได้บรรยายไว้ว่า “ขอช่วยสัก 20 นะครับพี่ตูน ตำรวจชายแดนใต้ เงินน้อย แต่เต็มใจจะช่วยด้วยใจ และจะดูแลพี่ตูนตลอดเส้นทาง 1ชีวิตพี่ตูนมีค่ากับคนไทยอีกนับแสนนับล้านคน วิ่งต่อไปพี่ตูน วิ่งให้ถึงฝัน พวกผมจะดูแลพี่ตลอดเส้นทางเอง”
ขณะที่ภาพตูน และก้อยแฟนสาว กำลังค้อมตัวรับเงินบริจาคจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเพจนี้บรรยายว่า “พี่ตูนไม่ได้วิ่งแค่ช่วยโรงพยาบาล แต่พี่กำลังวิ่งนำความสุข ความรัก รอยยิ้ม ความหวัง ความสามัคคี มายังที่ตรงนี้อีกครั้ง” ซึ่งเป็นภาพที่คนไทยทั้งประเทศเห็นแล้วมีความสุข มีรอยยิ้ม เป็นการแสดงให้เห็นความรักความสามัคคีต่อกัน ไม่แบ่งแยกศาสนา
ไม่ใช่แค่สร้างความสุขให้กับประชาชนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น ปรากฎการณ์นี้ ถูกพูดถึงไปทั่วประเทศ หลายคนเริ่มบริจาคเงินตั้งแต่ยังไม่เริ่มโครงการ และยังทยอยบริจาคกันอย่างไม่ขาดสาย จนตัวเลขล่าสุดเกือบแตะ 63 ล้านบาท ในเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น นั่นแสดงให้เห็นถึงความรักความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ จนหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เป้าหมาย 700 ล้านบาทที่หนุ่มตูนวางไว้ว่าจะได้เมื่อสิ้นสุดโครงการ คงไม่ยากเย็นนัก และยอดบริจาคน่าจะเกิน 700 ล้านบาทอย่างแน่นอน
โดยก่อนหนุ่มตูนจะออกวิ่ง เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เขามีหลายภาพความทรงจำที่ประทับใจหลังจากการวิ่งในโครงการแรกที่ช่วยเหลือโรงพยาบาลบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เมื่อปีก่อน โดยเขายังจำภาพของเด็กน้อยตัวเล็กๆ นำเงินที่เก็บสะสมจากกระปุกออมสินมามอบให้เพื่อนำไปช่วยเหลือโรงพยาบาล รวมถึงภาพของประชาชนในพื้นที่ออกมาร่วมวิ่งกับหนุ่มตูน ซึ่งภาพเหล่านั้นยังไม่ได้หายเลือนลางไปไหน เพราะยังคงพบเห็นได้ในการวิ่งครั้งนี้
ปรากฎการณ์ดังกล่าว คงแสดงให้เห็นชัดแล้วว่าสิ่งที่ หนุ่มตูน กำลังทำคือการปลูกต้นกล้าเล็กๆในจิตใจของใครหลายๆคน ต้นกล้าแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการปลูกจิตสำนึกให้คนไทยหันมาสนใจการออกกำลังกาย เพื่อสุขมากให้มากขึ้น และหากทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ก็จะลดจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลให้น้อยลงได้อย่างแน่นอน