เปิดปัจจัยเสี่ยง “นักเรียนเตรียมทหาร” แกร่งแค่ไหนก็จบชีวิตได้

โดย PPTV Online

เผยแพร่

กลายเป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามถึงการเสียชีวิตอย่างปริศนาของ “น้องเมย” นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 วัย 18 ปี ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังกลับเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้เพียง 1 วัน ทำให้ครอบครัวของน้องเมย ต้องออกมาทวงถามสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และการนำอวัยวะออกจากร่างโดยไม่บอกกล่าว วันนี้ครอบครัวน้องเมยได้เดินทางไปนำอวัยวะสำคัญทั้งหมดกลับคืนมา เพื่อนำไปชันสูตรหาสาเหตุการตายเป็นครั้งที่ 2  ทำให้หลายฝ่ายออกมาวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของ “นักเรียนเตรียมทหาร” ที่ต

“เจษฎา ผิวสุวรรณ”  ผู้จัดการเข้าโรงเรียนกวดวิชาเข้าเตรียมทหาร A.N.A.P. เปิดเผยว่าในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าวว่า  ในการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร นอกจากจะสอบข้อเขียนแล้ว เมื่อผ่านแล้ว ต้องมีการสอบร่างกาย แยกเป็น 8 อย่าง มีทั้งการวิ่ง 1,000 เมตร / วิ่ง 50 เมตร / วิ่งเก็บของ /ดึงข้อ / นั่งงอตัว / ยืนกระโดดไกล / ว่ายน้ำ 50 เมตร / ลุกนั่ง  ระยะเวลาขึ้นอยู่กับแต่ละเหล่าทัพ ส่วนใหญ่ใช้เวลาภายใน 3 วันการทดสอบทางร่างกายต้องจบ ซึ่งจะมีการจับเวลาการให้คะแนน โดยคนที่มาสอบเข้าเตรียมทหารจำเป็นต้องเตรียมร่างกายอย่างดี โรงเรียนเวลาติวเราก็ต้องฝึกทุกอย่างให้เขา แล้วเอาคะแนนมาเทียบกับเวลาจริง การฝึกนั้นใช้เวลาเป็นปี เพราะทุกอย่างสอบกระชั้นชิดมาก เวลาที่เด็กเตรียมตัวไม่ดีก็จะเป็นตะคริว ทุกอย่างจะมีเวลาและคะแนนเป็นข้อบังคับ ส่วนใหญ่ด้วยการมองจากกายภาพก็จะไม่รู้ว่าใครเป็นโรคหัวใจหรือไม่เป็น แต่พอมาฝึกแล้วเด็กเขาก็จะรู้ตัวของเขาเอง เช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เขาก็ต้องไปตรวจ

ผู้จัดการเข้าโรงเรียนกวดวิชาฯ บอกต่อว่า การฝึกต่างๆ เป็นการฝึกเพื่อให้เด็กมีร่างกายที่แข็งแรง การทำโทษคือการให้ออกกำลังกาย ที่ผ่านมาไม่เคยเจอเด็กที่กลับมาหาแล้วบอกไม่ไหว มีแต่ความภาคภูมิใจในเครื่องแบบที่ใส่ ได้รับใช้ประเทศชาติ มีงานและทำให้พ่อแม่ภูมิใจ เมื่อมีข่าวแบบนี้ เด็กๆก็มีมาถาม แต่เหตุการณ์เหล่านี้เราก็ไม่เห็นกับตาเราก็บอกไม่ได้

ขณะที่ “นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล” แพทย์สังคมสื่อสารเพื่อคุณธรรม อธิบายกรณีที่คนไม่เป็นโรคหัวใจ แต่พอไปเรียนแล้วพบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน มาปรากฎทีหลังนั้น ว่า การตรวจร่างกายจะเข้าไปเป็นทหารนั้นเป็นการทั่วไปที่ดูจากตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือการเอกซเรย์เฉยๆ ไม่สามารถบอกได้เลยว่าหลอดเลือดหัวใจที่มีอยู่ 3 เส้นใหญ่ๆนั้น หลอดเลือดจะตีบหรือไม่ เช่น หากมีคนที่มีอาการหลอดเลือดหัวใจเส้นหนึ่งตีบไป อีกสองเส้นก็พร้อมทำงาน ชดเชยช่วยให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ หากไม่ได้ทำกิจกรรมที่หนักจนเกินไป ก็ใช้หลอดเลือดหัวใจสองเส้นมาช่วยได้ ส่วนการฝึกนั้นต้องขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละคน หากหลอดเลือดหัวใจตีบไปเส้นหนึ่งแล้วอีกสองเส้นมีการทำหน้าที่ชดเชยจนมีความทนทานได้ถึงระดับหนึ่ง พอมีความทนทานได้ถึงระดับหนึ่งเมื่อมีการตรวจธรรมดาก็อาจจะบอกได้ไม่เต็มร้อยว่าเขามีอาการตีบเส้นเดียวหรือไม่ แต่หากหลอดเลือดหัวใจตีบสองเส้นจะไม่สามารถทำกิจกรรมแบบนี้ได้ ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ
 

“ทุกวันนี้นักวิ่งหรือนักกีฬาบางคนยังไม่รู้ว่าตัวเองมีอันตรายจากหลอดเลือดหัวใจตีบหนึ่งในสามเส้นแล้วด้วยซ้ำ อาการเหล่านี้แม้แต่นักกีฬาก็ยังเป็นได้ ขณะที่ในเด็กอาจจะตรวจยากหากเขาเป็นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ถ้าจะตรวจต้องไปตรวจแบบฉีดสี ตรวจเอคโค่ วิ่งสายพาน แต่การตรวจเข้านักเรียนเตรียมทหารไม่ได้ตรวจละเอียดขนาดนั้น เราต้องมองอย่างหนึ่งหากนำเด็กทุกคนไปตรวจอย่างละเอียดเลยก็จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และมีผลข้างเคียงจากการฉีดสี กว่าจะมีการทดสอบครบ 20,000 คน รัฐบาลคงต้องเสียงบไปเยอะมาก ในการที่นักเรียนเตรียมทหารผ่านการทดสอบร่างกายนั้น ผมไม่รู้ว่าเขาผ่านเพราะเขามีหลอดเลือดหัวใจสองในสาม หรือสามในสามที่ทุกเส้นดีเลย ส่วนการเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน น่าจะมาจากสาเหตุอื่นร่วมด้วยมากกว่า”


ส่วนที่มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดนั้น นพ.สิทธา ระบุว่า ก่อนนั้นที่จะเห็นภาพในกล้องวงจรปิดนั้นเราไม่ทราบว่าน้องเมยได้ไปฝึก หรือ ทำกิจกรรมอื่นๆหรือไม่ ที่ทำให้ตัวเองออกแรงหรือ เหนื่อย ต้องมีสาเหตุว่าทำไมน้องมาเจ็บหน้าอกตอนบ่ายสาม ทำไมถึงทำให้เลือดที่เคยเลี้ยงหัวใจทำไมเลี้ยงไม่พอ อาจจะเป็นการสะสมแล้วครบพอดี หรืออาจจะเป็นจากเหตการณ์ที่เกิดในวันนั้นเลยก็ได้ หรือมาจากความเครียด แรงกระแทก แรงกด เรื่องภายในจิตใจของน้องก็มีส่วนที่จะทำให้น้องเสียชีวิตจากที่เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอได้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าช่วงที่น้องหายไปจากกล้องวงจรปิดน้องหายไปทำอะไร อาจจะไปดื่มกาแฟ ชา แล้วเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ ก็ยิ่งกระตุ้นให้เกิดให้หัวใจสูบฉีดไม่พอก็ได้

“ส่วนการชันสูตรตามหลักต้องมีการแจ้งญาติ ต้องแจ้งว่าเอาอวัยวะอะไรไป ต้องบอกด้วยว่าตรวจหาอะไร หรือผ่าตรงนี้ไปสงสัยอะไร ตามหลักที่เรียนมาหากญาติไม่เซ็นยินยอม ก็เอาไปไม่ได้ การนำไปศพไปตรวจโดยที่ยังไม่ผ่านการดอง พวกค่าเอนไซน์ต่างๆก็สามารถนำไปตรวจดูว่าตรงนี้ผ่านการกระทบกระเทือนหรือเปล่า ส่วนที่มีการบอกว่าท่าออกกำลังกายบางท่า อาจส่งผลให้เกิดเลือดคั่งในสมองก็สามารถที่จะตรวจดูได้ พวกนี้จะสามารถตรวจสอบได้ในช่วงเวลาที่เสียชีวิตไปไม่นาน หรือไม่เกิน 1-2 วัน”
 

สำหรับท่าการฝึกที่ต้องใช้ศีรษะลงไปยันกับพื้นนั้น ใช้ขายัน ก็จะโค้งเป็นสามเหลี่ยม โดยที่ไม่ใช้แขน นพ.สิทธา อธิบายว่า น้ำหนักที่มากดลงที่บนศีรษะจะมีมากเกินไป เหมือนเราเอาน้ำหนักตัวกึ่งหนึ่งมาไว้ที่บริเวณศีรษะ ทำให้เกิดแรงกระแทก บริเวณเนื้อสมองกับกะโหลก ที่เรียกว่าเยื่อหุ้มสมอง โดยชั้นกลางจะเป็นชั้นที่มีหลอดเยอะมากที่สุด เมื่อมีแรงกดเข้ามาตรงจุดนี้มากๆ ก็เหมือนกับท่อน้ำที่มีปั๊มมาแรงๆ ถ้าผู้ป่วยมีความผิดปกติอยู่ก่อนแล้ว ผนังเขาบางพร้อมจะโป่งพอง หรือเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว กินยาละลายลิ่มเลือด หรือกินอะไรที่ทำให้หลอดเลือดแตกง่ายอยู่แล้ว เยื่อหุ้มตรงนั้นก็พร้อมจะแตก อาการเริ่มแรกก็จะมีการปวดตุ๊บๆหลังจากนั้น 6 ชั่วโมงการกระจายของเลือดที่คั่งจะมาอยู่ที่ไขสันหลังหรือบริเวณต้นคอแล้ว เขาจะมีอาการที่เรียกว่า “คอแข็ง” คือคางแตะอกไม่ได้ แล้วจะมีอาการปวดกระจายร้าวไปทั่วหัว และจะเป็นมากขึ้นเมื่อไปทำกิจกรรมที่ออกแรงเยอะขึ้น อาจจะลามไปทำให้มีผลต่อการมองเห็น ทำให้ตาเบลอ มองไม่เห็น มีอาการชัก มีอาการเซ “หากเลือดอยู่ในหลอดเลือดที่จะกระจายสารอาหารไปให้เซลล์ต่างๆ แต่ถ้าเลือดออกนอกหลอดเลือดก็เหมือนกับสารพิษที่คอยไปกดเซลล์ต่างๆ และการทำงานของเซลล์สมองด้วย
 

“อาการเลือดคั่งในสมองนั้นไม่มีตายตัวว่าจะเกินขึ้นภายในกี่นาที อาการแต่ละคนขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย บางคนทำท่านี้ ไม่กี่นาทีก็เริ่มรู้สึกแล้ว คนปกติห้อยหัว แล้วหน้าจะแดง ส่วนความทนทานของร่างกาย หลอดเลือดที่ผิดปกติ หากมีปัจจัยเหล่านี้ด้วย ไม่กี่นาทีก็จะมีอาการเตือนคือปวดหัวแล้ว แล้วท่านี้จะอันตรายต่อคอด้วย อาจทำให้เกิดแนวกระดูกเคลื่อนได้ หรือที่เรียกกันว่า กระดูกทับเส้น หากเป็นเส้นที่ควบคุมกระบังลมก็จะทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลวได้ และการเตะสลับขา แล้วเอาหัวไปไว้ตรงตะแกรงก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดเข้าไปอีก และการรับน้ำหนักของหัวยิ่งมากขึ้นด้วย ส่วนเท้าจะรับน้ำหนักเยอะเหมือนกันก็จะเมื่อยที่ปลายเท้า เมื่อเลือดไปที่หัวและเท้าเยอะขึ้น ก็ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญตรงกลางน้อยลง ที่มีทั้ง หัวใจ ปอด ตับ ไต กระเพาะ ลำไส้  เมื่อเลือดเรียนรู้ว่าต้องไปบริเวณที่เกิดเรื่องที่กำลังเดือดร้อนคือหัวกับเท้า เพราะกำลังต้านแรงกับพื้นอยู่ เลือดส่วนอื่นแม้กระทั่งหัวใจก็ยอมเสียสละให้เลือดไปเลี้ยงหัวกับเท้าก่อน เมื่อเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจน้อย คนที่มีอาการเสี่ยง หรือหลอดเลือดหัวใจไม่ดีพอ ก็อาจจะทำให้เกิดการขาดเลือดได้ง่าย เมื่อลุกขึ้นมายืนแล้วก็ต้องแล้วแต่คนบางคนการไหลเวียนของเลือดดี ร่างกายเขาดีอยู่แล้ว พักผ่อนเพียงพอ ก็ใช้เวลาไม่นาน แต่ถ้าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย มีโรคประจำตัวให้ไปทำแบบนั้นมีความเสี่ยงแน่นอนหากคนที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดอยู่แล้วก็อาจทำให้เส้นเลือดนั้นบาดเจ็บได้และอาจไม่ฟื้นตัว  ”

ด้าน ทนายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ย้ำว่า ตอนนี้สิ่งที่ครอบครัวและสังคมสงสัยคือ เสียชีวิตเพราะอะไร เดินไปเฉยๆแล้วหัวใจวาย หรือมีคนทำให้หัวใจวาย ตนได้คุยกับพ่อของน้องเขาบอกว่า มีการชกมวยกับลูกชายเป็นประจำจนตอนหลังลูกชายเก่งกว่าพ่อเขาด้วยซ้ำไป ครอบครัวเขาจึงไม่เชื่อว่าลูกชายหัวใจวายตาย การที่ไปชันสูตรศพแล้วมีการนำอวัยวะสำคัญบางส่วนไป โดยที่ไม่ได้แจ้งญาติก็ยิ่งทำให้สงสัยมากขึ้น แม้ไม่ใช่หน้าที่หมอที่ต้องแจ้งญาติ แต่พนักงานสอบสวนมีข้อกฎหมายเขียนไว้ว่าคุณต้องแจ้งญาติ โดยหลักต้องแจ้ง ไม่แจ้งไม่ได้ บางทีอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ แต่วิธีการทำนั้นทำให้สังคมสงสัย และการตรวจสอบควรจะเป็นคนนอกเข้าไปตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสด้วย

 

ชมคลิปเพิ่มเติม... “แพทย์” ชี้ ท่าซ่อม “หัวปักพื้น” สุดอันตราย อาจเป็นเหตุให้ “น้องเมย” เสียชีวิต

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

ทันโลก express

ทันโลก express

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ