เมื่อวันที่ (27 พ.ย. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรัฐมนตรีชุดล่าสุดของรัฐบาลคสช. ที่มีคนของพรรคชาติไทย คือ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายสมชาย หาญหิรัญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รองศาสตราจารย์ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์ว่าเป็นไปได้ 2 ทางคือ 1. คสช.อาจมีข้อจำกัดเรื่องเวลาและไม่รู้จะหาใครที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์มานั่งเก้าอี้ในขณะนี้ หรือ 2. อาจเป็นสัญญานที่บ่งบอกถึง การตั้งพรรคทหารที่จะรวมตัวกับพรรคขนาดกลาง เพื่อจัดตั้งเป็นรัฐบาลในอนาคต เพราะกติกาหลายอย่างที่ คสช.เขียนขึ้นมา เช่น ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ก็มีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองขนาดกลางได้เก้าอี้ สส.เพิ่มมากขึ้น และตัดเก้าอี้ สส.ของพรรคขนาดใหญ่ ทำให้พรรคขนาดกลางมีอำนาจการต่อรองสูง ดังนั้น นี่อาจเป็นทางเลือกหนึ่งของ คสช. ที่จะตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
เมื่อถามว่าทำไมต้องเป็นพรรคขนาดกลางอย่างพรรคชาติไทย รองศาสตร์จารย์ยุทธพร วิเคราะห์ว่า ในเมื่อกติกาของคสช.เอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองขนาดกลาง มีอำนาจต่อรองสูง พรรคการเมืองจึงเป็นตัวแปรสำคัญ หากรวมตัวกับฝ่ายใดฝ่ายนั้นก็อาจจะได้เป็นรัฐบาล ดังนั้นนี่จึงเป็นตัวเลือกสำคัญที่ คสช.จำเป็นต้องผูกพันธมิตรไว้ แต่พรรคขนาดกลางก็ยังมีทางเลือก หากไม่รวมกับคสช. แต่ไปรวมกับพรรคขนาดใหญ่ ซึ่งต้องดูว่าพรรคขนาดใหญ่จะยอมหรือไม่ เพราะพรรคขนาดกลางมีอำนาจการต่อรองสูง อาจจะช่วงชิงตำแหน่งในกระทรวงเกรดเอไป เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ส่วนอีกทางเลือกหนึ่ง คือ คสช. ไปจับมือกับพรรคขนาดใหญ่ ข้อนี้อาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะ 2 พรรคใหญ่ประกาศแล้วว่าจะไม่ร่วมกิจกรรมใดกับ คสช.
ส่วนกรณีที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมากในขณะนี้ คือ 2 พรรคใหญ่ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทย อาจจะหันมาจับมือกับเพื่อเอาชนะพรรคทหารของ คสช. รองศาสตร์จารย์ยุทธพร มองว่าเป็นไปได้ แต่ผลที่ตามมาก็อาจเกิดความขัดแย้งขึ้น หากจัดสรรผลประโยชน์กันไม่ลงตัว
รองศาสตร์จารย์ยุทธพร มองว่าอาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะเกมการเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน และขณะนี้ถือว่ายังไกลกับช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ไม่แน่ว่าอนาคตอาจจะเห็นภาพพรรคย่อยที่แยกตัวออกมาจากพรรคใหญ่เพื่อจับมือกับ คสช. ก็ได้