เปิดแรงจูงใจ “ครูจอมทรัพย์” สู่เดิมพันวางแผนจ้างรับผิด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จากเรื่องราวของ “แพะ” ของ “จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร” หรือ “ครูจอมทรัพย์” ผู้ต้องหาคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จนถูกจำคุก 3 ปี 2 เดือน แต่รับโทษจริง 1 ปี 6 เดือน เนื่องจากได้รับพระราชทานอภัยโทษ เธอกลายเป็นเรื่องที่ได้รับความเห็นใจจากสังคมหลังตัดสินใจยื่นคำร้องต่อกระทรวงยุติธรรม และดีเอสไอ โดยออกมาร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดี กระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาไม่รื้อฟื้นคดี และนำมาสู่การดำเนินคดีใหม่ในข้อหา “นำสืบพยาน-หลักฐานเท็จต่อศาล และซ่องโจร” และเรื่องราวที่เกิดขึ้นกลายเป็นขบวนการจ้างรับผิดแทน

พล.ต.อ.ดร.วิระชัย ทรงเมตตา รักษาราชการแทน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว ว่า ตอนแรกมองว่าทำไมตำรวจไม่ให้ความเป็นธรรมกับครูจอมทรัพย์ขนาดนี้ แต่พอไปดูสำนวนแล้ว ไม่คิดว่าตำรวจยศร้อยตำรวจเอกในขณะนั้น ในโรงพักห่างไกล อย่าง พ.ต.ท.ทงศักดิ์ โพธิ์เหน่ง จะทำการสอบสวนรวมรวมพยานหลักฐานได้อย่างรัดกุม ถือเป็นสำนวนคดีจราจรตัวอย่าง และเตรียมจะมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้กับตำรวจท่านนี้ด้วย ในวันที่ครูจอมทรัพย์มาขอรื้อฟื้นคดี ทุกคนเชื่อครูจอมทรัพย์หมด วันนั้นพนักงานสอบสวนรายนี้ไม่มีที่ยืนในสังคม และโดนกลุ่มของขบวนการนี้ขู่ว่าจะฟ้องทั้งแพ่งและอาญา ทำให้เขาจนเครียดเกือบจะคิดสั้น เนื่องจากไม่สามารถเปิดเผยบางอย่างที่อยู่ในสำนวนคดีได้ บางเรื่องที่อยู่ในการพิจารณาของศาล เราไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้เพราะเป็นความลับ รวมทั้งอาจจะละเมิดอำนาจศาล จึงต้องทนและโดนกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์



พล.ต.อ.ดร.วิระชัย  ย้อนเล่าว่า สำหรับเหตุการณ์วันนั้นเกิดเมื่อ 11 มี.ค. 48 เมื่อเวลา 20.30 น. ตำรวจได้รับแจ้งพบศพของ นายเหลือ พ่อบำรุง ในที่เกิดเหตุมีชาวบ้านชื่อว่านางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ซึ่งเป็นพยานเห็นเหตุการณ์ ตำรวจจึงไปตามนางทัศนี ก่อนเธอจะเล่าว่า วันเกิดเหตุขับมอเตอร์ไซค์มาเพียงลำพัง เห็นรถคันที่เกิดเหตุ ขับแซงมาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะไปชนกับรถจักรยานของนายเหลือ จำได้ว่ารถคันที่ชน ทะเบียน บค 56 สกลนคร ตำรวจจึงทำหนังสือไปตรวจสอบทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เมื่อตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นของนายประพัฒน์ แสนเมืองโคตรซึ่งเป็นผู้ที่รับโอนในวันที่เกิดเหตุ ตำรวจเลยออกหมายเรียก พร้อมให้นำรถมาพบตำรวจ โดยนายประพัฒน์ บอกว่าได้จ่ายเงินซื้อรถจากครูจอมทรัพย์ในช่วงเวลากลางวัน มีการโอนทะเบียนเรียบร้อย จากนั้นครูจอมทรัพย์ก็ขอนำรถไปใช้ทำธุระก่อน โดยบอกว่าจะนำรถมาคืนในเวลา 16.00 น. แต่วันนั้นก็ยังไม่ได้รถ จึงเดินไปที่บ้านครูจอมทรัพย์แต่ก็ไม่เจอรถ เช้ามืดวันรุ่งขึ้นเดินมาดูอีกครั้งก็เจอรถกลับมาแล้ว พบว่าสามีของครูจอมทรัพย์กำลังล้างรถอยู่ แต่ล้างเฉพาะส่วนหัวเก๋งและฝากระโปรงหน้า ทำให้ตำรวจสันนิษฐานว่าน่าจะเลอะคราบเลือดที่กระเซ็นมาโดน จากนั้นนายประพัฒน์จะนำรถคืน พบว่ามีรอยชนใหม่ แต่ครูจอมทรัพย์อ้างว่า เป็นรอยเก่า ที่เกิดจากการชนรั้ว

เมื่อนายประพัฒน์นำรถคืนมา ตำรวจก็ได้เชิญวิทยาการจังหวัดนครพนมมาเก็บตัวอย่าง จักรยานของผู้เสียชีวิต กับรถของครูจอมทรัพย์ ก็พบว่ารถด้านหน้า บริเวณด้านซ้ายมือมีลักษณะครูดกับวัตถุของแข็งจากด้านบน โคมไฟหน้ายาวไปถึงกระจกมองข้าง ซึ่งบริเวณรอยครูดมีลักษณะการครูด 2 ครั้ง โดยครั้งแรกลักษณะครูดเป็นเวลานานแล้วและมีสนิทเกาะเป็นบางส่วน และรอบครูดเก่าทับรอยครูดใหม่อีกชั้นหนึ่ง และบริเวณใกล้กับโคมไฟหน้า มีลักษณะกระทบกับวัตถุที่มีน้ำหนักและอ่อนนุ่ม เช่นส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายคนจนปรากฎรอยเส้นประทับอยู่  และจักรยานของนายเหลือ ถูกชนจากของแข็งอย่างแรงจนบิดงอ และพิจารณาจากเศษสีเขียวที่ติดอยู่ที่รถจักรยาน เกิดจากการเฉี่ยวชนและเกิดการแลกเปลี่ยนโดยบริเวณที่เป็นไปได้คือ บริเวณป้ายทะเบียน ด้านหน้าของรถยนต์ของกลาง เมื่อส่งไปพิสูจน์พบว่าสีเขียวเป็นสีเดียวกับรถครูจอมทรัพย์ ก็เป็นเครื่องชี้ชัดว่าเป็นรถของครูจอมทรัพย์จริง

ขณะที่นางทัศนีย์ ได้มีการให้ปากคำในชั้นแรกว่า ขับรถมาคนเดียว พอชนแล้วหยุดแล้ววิ่งต่อไปเลย โดยที่ไม่มีใครลงมา จุดนี้ศาลเชื่อคำให้การกับพนักงานสอบสวนในขั้นแรก ไม่ได้เชื่อคำให้การในชั้นศาล เนื่องจากไม่มีใครมาโน้มน้าว จนมาบอกว่า ขับรถคนเดียว เห็นเหตุการณ์เฉี่ยวชน รถทะเบียน บค 56 สกลนคร แล้วมีผู้ชายลงมา แต่ครั้งแรกบอกไม่เห็นมีใครลงมา เจอไปแล้ว 1 ข้อหาคือ คือให้การเท็จ เมื่อมีการรื้อฟื้นคดี บอกว่า วันเกิดเหตุไม่ได้ขับมอเตอร์ไซค์มาคนเดียวแต่มีคนซ้อนท้ายมาด้วย โดยคนซ้อนท้ายเห็นว่ามีผู้ชายเดินลงมา แต่จำป้ายทะเบียนไม่ได้แล้ว เมื่อวานได้มีการให้ตำรวจสอบปากคำใหม่อีกครั้ง เธอบอกว่า ขอยืนยันว่าคำให้การในครั้งแรกถูกต้อง แต่ครั้งหลังๆเกิดจากไม่สบาย มีอาการเบลอ เลยพูดไปอย่างนั้น วันนี้เลยมีการขออนุมัติออกหมายจับ ทัศนีย์ เรียบร้อยแล้วเนื่องจาก ให้การเท็จ

“ได้ถามครูจอมทรัพย์ว่าทำไปเพื่ออะไร ก็ได้รับคำตอบว่า อยากจะกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง ตอนนี้อายุ 55 ปี จึงเหลือเวลาอีก 5 ปี แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือในก็ได้เงินคืนหมดในระยะเวลา 1 ปี เมื่อถามถึงเงินเดือนก็ประมาณ 5-6 หมื่นบาท  เมื่อคิดแล้วก็ประมาณเกือบล้าน แล้วก็รวมกับบำเน็จบำนาญอีก เมื่อเกษียณอายุ และอย่างที่สองการออกมาครั้งนี้สามารถเรียกความเห็นใจให้กับประชาชน มีการลงขันให้ครูจอมทรัพย์ เป็นเงินนับล้าน ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นกำลังที่ทำให้ครูมีความพร้อมที่จะสู้ นอกเหนือคนที่ไปเบิกความเท็จ ทำให้ทุกคนในขบวนการนี้มีรายได้ทั้งหมด”
 

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบายเพิ่มว่า เมื่อศาลได้พิพากษาในปี พ.ศ.2556 ครูจอมทรัพย์ได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำ โดยได้มีการเซ็นหนังสือแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับคุณครู โดยในแบบฟอร์ม ตั้งประธาน กรรมการ เมื่อตนถามว่าว่าทำไมต้องแต่งตั้ง ครูจอมทรัพย์บอกว่า ก็ครูอยู่ในคุกไม่สามารถไปดำเนินการได้ จึงต้องตั้งคณะกรรมการ และเซ็นมอบอำนาจให้นายอ๋องและหลายสาวไปดำนเนินการยื่นถวายฎีกา ยื่นศูนย์ดำรงธรรม ยื่นเรื่องต่อดีเอสไอ และอีกหลายที่ เพื่อหวังที่จะกลับเข้ามารับราชการอีก ส่วน”ครูอ๋อง” นายสุริยา นวนเจริญ กับครูจอมทรัพย์ก็สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก พอครูอ๋องได้รับมอบหมายก็ไปเสาะหาทะเบียน บค 56 แต่คนละจังหวัด แล้วนำมาสวมเพื่อหลอกให้ตำรวจหลงกล แต่ตำรวจไม่ได้หลงกล และพอทราบว่าที่ผ่านมาครูอ๋องมีความเชี่ยวชาญในขบวนการยุติธรรม รวมทั้งคนอื่นๆด้วย พวกนี้รู้ช่องทางทางกฎหมาย

หลังจากนั้นพอครูอ๋อง ตรวจสอบทะเบียนว่า นายสับ วาปี มีทะเบียนรถ บค 56 ทะเบียนมุกดาหาร จึงได้ส่งคนไปคุย ตอนแรกจะให้นายสับเป็นผู้รับผิดแทน แต่นายสับบอกว่า ขายรถไปแล้ว เมื่อครูอ๋องทราบว่านายสับ ขายรถให้นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตรไปแล้ว ก็มาขอให้นายสับบอกว่า ขายรถให้นายเสริฐ รูปสะอาด โดยให้ค่าจ้าง 1 แสนบาท ซึ่งนายเสริฐ เป็นลูกน้องของครูอ๋อง ทำให้ครูอ๋องมารับสมอ้างว่าเป็นคนขับรถชน แล้วรถที่ไปชนนั้นคือรถของนายสับ ก็ตกลงจ่ายเงินกัน จากนั้นได้ไปลงบันทึกประจำวันที่ ที่สภ.เรณูนคร เมื่อพนักงานสอบสวนซักถามก่อนพบว่า นายเสริฐ ขับรถไม่เป็นและไม่มีใบขับขี่ ก่อนทำเรื่องไปยังกองบังคับการตำรวจจังหวัดนครพนมว่าจะให้ทำอย่างไรต่อ จากนั้นครูอ๋องเห็นว่านายเสริฐไปไม่รอดแล้ว จึงไปคุยกับนายสับอีกครั้ง ขอให้นายสับรับเป็นคนขับ โดยจะได้ค่าจ้าง 4 แสนบาท ตอนนั้นได้นายสับกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินและครูอ๋องกับทนายบอกว่า เรื่องนี้ไม่มีติดคุก ให้ยกตัวอย่างดารา หลายคดีให้นายสับทราบ จึงมีการรับตกลงรับ และให้ภรรยาไปเป็นพยาน ว่านายสับเป็นคนขับขี่ด้วย

จากพยานหลักฐานตอนนี้ พล.ต.อ.ดร.วิระชัย เชื่อว่าครูจอมทรัพย์ ทราบแต่ต้น มั่นใจว่ารู้แต่ต้นว่าใช้ใครมาเป็นผู้รับแทน แต่ตอนนี้สิ่งหนึ่งที่ถูกนำมาวิเคราะห์คือ ทำไมต้องนำรถไปทำธุระทั้งที่ขายรถไปแล้วแต่ขอนำรถไปใช้อีกวัน ทำไมต้องวิ่งด้วยความเร็วสูง และหยุดรถไม่ได้ หรือเพราะกลัวความจริงจะปรากฎ ก็เลยต้องหนี เหตุเหล่านี้เป็นเหตุที่ไม่ชอบมาพากล อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยจากการตรวจสอบครูอ๋องมีคดีเกี่ยวกับขนย้ายไม้พะยูงอยู่ด้วย และยังมีอีกหลายประเด็นที่อยู่ในเรื่องที่น่าสงสัยที่รอการตรวจสอบ

ขณะที่ตอนนี้มีไปเกี่ยวพันถึงหน่วยงานยุติธรรมที่ครูจอมทรัพย์เข้าไปร้องเรียน กรณีนี้ พล.ต.อ.ดร.วิระชัย มองว่า เมื่อมีคนไปร้องขอความเป็นธรรมเขาก็ต้องรับเรื่อง เหมือนมีคนมาแจ้งความตำรวจก็ต้องรับแจ้ง ถ้าคนร้องใช้พยานหลักฐานเท็จคนร้องก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง เรื่องนี้กระทรวงยุติธรรมก็ทำตามหน้านี้ของเขา แต่ไม่รู้ว่าเขารู้หรือไม่ว่าสร้างหลักฐานเท็จ และกำลังติดต่อประสาน พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อหารือในเรื่องนี้ รวมทั้งดีเอสไอด้วย



“ตอนนี้ผมมีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นครูจอมทรัพย์ รวมถึงนายเหลือ ผู้เสียชีวิตและครอบครัวด้วย และทำให้ประชาชนได้ตาสว่างจากขบวนการเหล่านี้” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทิ้งท้าย

 

ชมคลิปที่นี่...สนทนาพิเศษ กับ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รรท.รอง ผบ.ตร. ลุยล้างบางเครือข่าย ครูจอมทรัพย์

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ