“มันเหมือนความฝัน ตอนนี้ยังพูดไม่ออก ขอบคุณทุกคนที่ส่งข้าว ส่งน้ำ ส่งขนม ส่งรอยยิ้ม ข้อความดีๆ ทั้งสองข้างทาง ตั้งแต่เบตง-เชียงราย ถ้าไม่มีคนไทยทุกคน พวกเราก็คงเดินทางมาไม่ถึง ขอบคุณคนไทยทุกคนอีกครั้ง”
นี่คือความในใจบางส่วนของ “อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือ “ตูน บอดี้สแลม” หลังวิ่งรวมเป็นระยะทาง 2,215 กิโลเมตร เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 2,191 กิโลเมตร จากใต้สุดของประเทศไทย อ.เบตง จ.ยะลา มาถึงเป้าหมาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย ภายในระยะเวลา 55 วันได้สำเร็จ (ใช้เวลาวิ่ง 43 วัน) หลังจากเริ่มออกวิ่งตั้งแต่ 1 พ.ย.60 จนมาถึงวันนี้ (25 ธ.ค.60) ผ่านเส้นทาง 22 จังหวัด กับยอดบริจาค 1,148 ล้านบาท
“ตูน บอดี้สแลม” ยอมรับว่า เขาเกือบถอดใจตั้งแต่ระยะทาง 700 กิโลเมตร ตอนนั้นคิดว่าอาจจะไปต่อได้ยากเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ขาทั้งสองข้าง ตอนนั้นอยู่ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นวันเดียวที่หยุดวิ่งแล้วต้องเลิกกลางคัน วันนั้นเป็นวันที่รู้สึกว่าเราจะไปต่อจนครบ 2,000 กิโลเมตรได้ไหม ตอนนั้นมีความคิดที่อาจจะไม่เป็นไปตามที่หวัง สุดท้ายเราได้ทีมแพทย์ ทีมกายภาพ ช่วยจนสุดท้ายก็กลับมา หลังจากนั้นก็ไม่บาดเจ็บอีกเลย ก็รู้สึกว่าอาจจะมีบางอย่างที่เรามองไม่เห็น มีแรงที่เรามองไม่เห็น ส่งให้เราปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ
“มันเป็นภาพที่เกินจริง มันเป็นภาพที่ไม่กล้าจะคิด ว่าจะมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น เราไม่ใช่นักกีฬาอาชีพ เราเป็นแค่นักร้องที่ชอบการวิ่ง เป็นงานอดิเรกที่เรารักอย่างหนึ่ง ทำมันอย่างเต็มที่ แต่วันหนึ่งเรามีความฝันที่อยากทำให้การวิ่งครั้งนี้ให้สำเร็จ จากใต้สุด มาเหนือสุดของเมืองไทย เรารู้สึกว่ามันเกินจริงมากในตอนแรก พยายามฝึกซ้อม วางแผน แบบตั้งต้นจากตัวเรา ระยะไหนที่เราวิ่งแล้วเราสบายเราไม่เจ็บ เราก็ทำแบบนั้นไปซ้ำๆ เราเป็นนักวิ่ง 10 กิโลเมตร เราก็วิ่งแบบนั้นไปซ้ำๆ ถ้าเราจะวิ่ง 2,000 กิโลเมตร เราก็มาคำนวนวางแผนจากสิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเป็น แต่เราไม่รู้ว่าออกสนามจริงๆจะเจออะไรบ้าง ที่ไม่คาดฝัน ทั้งอุบัติเหตุ อาการบาดเจ็บ เราคิดว่าน่าจะสำเร็จได้”
ขณะเดียวกันเขาได้เอ่ยปาก ต้องขอโทษทุกคนที่แม่สายด้วยที่อาจจะไม่ได้เข้าไปหา เนื่องจากอยากจะใช้ 8 กิโลเมตรสุดท้ายเพื่อเฉลิมฉลองให้กับตัวเอง และสิ่งที่ได้มาจากการวิ่งครั้งนี้นอกเหนือจากเครื่องมือทางการแพทย์ สุขภาพที่ดี อยากให้ทุกคนมาออกกำลังกาย นั่นก็คือ “การให้” จากการได้เห็นเด็กตัวเล็กๆจำนวนมาก ถือกระปุกออมสินที่สะสมไว้ เพื่อไปซื้อของที่เขาอยากได้ แต่เขาเอามาให้เรา มาร่วมบริจาค เหมือนเราได้ไปปลูกเมล็ดพันธุ์ ดีๆ ให้กับเด็กๆ หลังจากนี้คงกลับไปทำงานเพลง กับบอดี้สแลม อย่างเต็มที่ และในเรื่องของโรงพยาบาล ถ้ามีแรง และยังมีพี่ๆที่คอยสนับสนุน ก็อยากจะทำไม่มากก็น้อย และก็จะออกกำลังกายต่อไป
ทั้งนี้ “ตูน บอดี้สแลม” ก็ไม่พลาดขอบคุณทีมงานที่เป็นกำลังสำคัญของโครงการนี้ว่า “อยากจะขอบคุณทีม ภาพที่เห็นไลฟ์ในเฟซ อาจจะมีนักวิ่งไม่กี่คน แต่ผมมีทีมงานที่ตื่นก่อนนอนทีหลัง เขาเป็นคนที่ทำให้โครงการนี้สำเร็จตัวจริง”