ข่าวnews

“ศาลเจ้าพ่อนกฟ้า” งานชุก วัยรุ่นแห่บนบานออนไลน์

“ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” วาทกรรมฝังรากลึกในสังคมไทย (ตอน 1)

“ถ้าเกรดเทอมนี้ไม่ต่ำกว่า B+ จะไม่กินไก่ทอดเดือนนึง” คำบนบานของผู้ที่ศรัทธาในศาลเจ้าพ่อนกฟ้า

“ศาลเจ้าพ่อนกฟ้า” ที่ก่อกำเนิดขึ้นในทวิตเตอร์กำลังถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง คำบนบานมากมายถูกส่งถึงเจ้าพ่อนกฟ้า ด้วยการติดแฮชแท็กบนบาน (#บนบาน)

ความเชื่อ และการบนบาน เป็นสิ่งที่ยากจะลบเลือนออกไปจากสังคมไทย ตราบใดที่คำว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ยังเป็นวาทกรรมที่ได้ยินแล้วทำให้เรารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างครอบงำ

“บนบาน” เป็นคำกริยา หมายถึง ขอร้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยโดยให้คำมั่นว่าจะให้สิ่งของตอบแทน หรือทำตามที่ให้สัญญาไว้เมื่อเป็นผลสำเร็จ (ที่มา : พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554)

น.ส.ดลรัชรัตน์ พรหมสุนทรสกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 3 กลุ่มวิชาเอกการกระจายเสียงและแพร่ภาพ สาขานวัตกรรมสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งให้คำจำกัดความตนเองว่า “ผู้ที่ศรัทธาในศาลเจ้าพ่อนกฟ้า” เล่าว่า ที่เรียก “ศาลเจ้าพ่อนกฟ้า” เพราะโลโก้ของทวิตเตอร์คือนกสีฟ้า และความรู้สึกที่ได้จากการบนบานคือ ความสบายใจ พร้อมบอกว่าทวิตเตอร์เป็นสังคมที่เราคุยกับคนกับผู้ที่ติดตามทวิตเตอร์ของเรา ส่วนเสน่ห์ของการบนบานผ่านทวิตเตอร์ คือ การมีลายลักษณ์อักษรเป็นเครื่องเตือนความจำว่าเราบนบานเรื่องอะไรและของแก้บนคืออะไร

จากการค้นหาข้อมูลการกำเนิดขึ้นของทวิตเตอร์ พบว่า ทวิตเตอร์เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2549 ที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยโลโก้ในยุคบุกเบิกใช้สัญลักษณ์  t และนกกระจิบสีขาวบนพื้นฟ้า กระทั่ง ปี พ.ศ.2555 ได้มีการปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่กลายเป็นนกตัวสีฟ้า ซึ่งนกกระจิบตัวใหม่มีท่วงท่าที่ดูแข็งแรงและหมายถึง อิสรภาพ ความหวัง และความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัด

น.ส.ดลรัชรัตน์ ขยายความเกี่ยวกับการบนบานกับศาลเจ้าพ่อนกฟ้าให้ฟังว่า “การบน” กับ “การบ่น” ใกล้เคียงกัน บางครั้งการโพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ก็เพียงเพื่อบ่นผ่านข้อความ และการที่มีคนมาช่วยรีทวีตข้อความก็เหมือนเป็นการสร้างความมั่นใจสร้างกำลังใจให้กับเรา ขณะที่ของแก้บนที่มองว่าขลัง!! ที่สุด คือ ของกิน เพราะจะมีคนมาช่วยรีทวีตเป็นจำนวนมาก ส่วนเรื่องที่มองว่าทำไมไม่แก้บนสิ่งของที่เจ้าพ่อนกฟ้าชอบ ก็เพราะเจ้าพ่อนกฟ้าเป็นเรื่องสมมติ เป็นเทคโนโลยี แล้วกินอะไร ชอบอะไร ไม่มีใครรู้ คนส่วนใหญ่เลยแก้บนด้วยของกินที่คนในสังคมที่ใช้งานชอบ หรือสิ่งที่ตนเองไม่อยากทำหรืออยากทำตั้งใจทำแต่ยังไม่ได้ทำ ส่วนตัวมองว่าการบนบานผ่านทวิตเตอร์ไม่ใช่เรื่องความเชื่อแต่เป็นเรื่องของกำลังใจ

“สาเหตุที่ใช้ทวิตเตอร์ในการบนบาน เพราะในทวิตเตอร์เราไม่ต้องใช้ชื่อจริงในการตั้งบัญชีรายชื่อ (แอคเคาท์) และไม่ต้องใช้รูปโปรไฟล์จริง เพื่อนในทวิตเตอร์ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักกัน ทั้งยังล็อกข้อความให้เห็นหรือไม่ให้คนอื่นเห็นก็ได้ จึงเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย (เซฟโซน) แต่ในเฟซบุ๊ก ปัจจุบันบังคับให้ใช้ชื่อ-นามสกุลจริง และเพื่อนที่อยู่ในเฟซบุ๊กก็เป็นเพื่อนในชีวิตจริงทำให้เราไม่สามารถที่จะบ่นอะไรได้มาก” น.ส.ดลรัชรัตน์ กล่าว

“เขาก็ศักดิ์สิทธิ์นะ” คำพูดของ น.ส.ชาริศา แสงสมพร นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาเอกภาษาญี่ปุ่น คณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก่อนเล่าถึงประสบการณ์บนบานผ่านทวิตเตอร์ ว่า เคยบนบาน 2-3 ครั้ง ก็ประสบความสำเร็จดั่งที่หวังและก็แก้บนตามที่บอก คือ งดกินข้าวเย็น 2 สัปดาห์ โดยของแก้บนที่ยาก จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เช่น การลดน้ำหนัก

“การบนบานผ่านทวิตเตอร์เป็นสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยเรื่องที่จะบนบานก็เป็นเรื่องที่มีแนวโน้มที่จะสำเร็จในสัดส่วน 50:50 และการบนบานก็เหมือนเป็นกำลังใจให้เรามุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ เมื่อทำสำเร็จแล้วก็จะแก้บนเพราะถ้าไม่แก้บนจะก็รู้สึกผิดในใจ ซึ่งการบนบานคือ ความศรัทธา และกำลังใจ” น.ส.ชาริศา กล่าว

ขณะที่การก้าวเข้าสู่วงการบนบานผ่านทวิตเตอร์ “ผู้ที่ศรัทธาในศาลเจ้าพ่อนกฟ้า” ทั้งสองคน บอกว่า ไม่มีใครชักชวน แต่เริ่มจากการพิมพ์บ่นในทวิตเตอร์และเห็นการบนบานในทวิตเตอร์บ่อยครั้ง ทั้งยังเป็นกระแสจึงทำตาม ส่วนการรีทวีตการบนบานส่วนใหญ่ก็เพราะอยากได้ของแก้บนที่คนบนบานบอกว่าจะแจกให้เมื่อสิ่งที่บนบานเป็นดั่งหวัง วิถีของการบนบานไม่มีกระแสตายตัวขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในช่วงนั้นๆ เช่น ช่วงใกล้สอบ ช่วงประกวดนางงาม และช่วงศิลปินเกาหลีออกอัลบั้มใหม่ เป็นต้น

เมื่อเราถามว่า “ถ้าไม่มีศาลเจ้าพ่อนกฟ้าแล้วจะทำอย่างไร? ” คำตอบที่ได้จาก “ผู้ที่ศรัทธาในศาลเจ้าพ่อนกฟ้า” คือ “ก็ไม่เป็นไร เพราะอาจเกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมา หรืออาจเกิดเป็นศาลเจ้าพ่อเฟซบุ๊กก็ได้”

เปิดผลวิจัย “พฤติกรรมการบนบานผ่านทวิตเตอร์”

การมาเยือนของ “เจ้าพ่อนกฟ้า” ในโลกไซเบอร์ ทำให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 กลุ่มวิชาเอกการกระจายเสียงและแพร่ภาพ สาขาวิชานวัตกรรมสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในวิชาการวิจัยประยุกต์ทางนวัตกรรมสื่อสารมวลชน ซึ่งมี ผศ.ศุภนิตย์ วงศ์ทางสวัสดิ์ เป็นที่ปรึกษาวิจัย ได้ทำวิจัยในหัวข้อ “พฤติกรรมการบนบานผ่านทวิตเตอร์” โดยเก็บแบบสอบถามทั้งหมด 485 คนจากประชากรทั่วประเทศ ผ่าน Google Forms โดยการกระจายแบบสอบถามไปตามช่องทางโซเชียลมีเดีย และมีผู้ตอบแบบสอบถามผ่านทวิตเตอร์ 343 คน คิดเป็น 70 % ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก 99 คน คิดเป็น 20.4 % และผ่านช่องทางไลน์ 43 คน คิดเป็น 8.9 % ระหว่างวันที่ 10-19 พฤศจิกายน 2560

ผลการสำรวจ “พฤติกรรมการบนบานผ่านทวิตเตอร์” ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 485 คน แบ่งเป็น เพศหญิง 441 คน คิดเป็น 90.9% เพศชาย 40 คน คิดเป็น 8.2 % และเพศทางเลือก 4 คน คิดเป็น 0.8 % โดยกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามมากที่สุดมีอายุระหว่าง19-23 ปี คิดเป็น 46 % รองลงมาคืออายุระหว่าง 13-18 ปี คิดเป็น 42.9 % และอายุ 24-30 ปี คิดเป็น 8.5 %

สำหรับเหตุผลที่บนบานผ่านทวิตเตอร์ พบว่า เพราะสะดวก รวดเร็ว 184 คน คิดเป็น 61.5 % รองลงมาคือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ใจไม่ต้องไปวัด 138 คน คิดเป็น 47.2 % ตามกระแสนิยมของผู้ใช้งานทวิตเตอร์ 112 คน คิดเป็น 37.9 % คนใกล้ชิดแนะนำ 23 คน คิดเป็น 7.6 % และอื่นๆ เช่น ลืมแก้บนก็ไม่กลัวเหมือนบนที่ศาลจริงๆ 4.9 %

ส่วนเรื่องที่บนบาน ได้แก่ ขอเรื่องการศึกษา เช่น คะแนนสอบ เกรดเฉลี่ย การสอบเข้าศึกษาต่อ 81 % ขอให้ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตได้ 68.7 % ขอให้ซื้อบัตรแฟนมีตติ้งได้ 60.7 %ขอให้ซื้ออัลบั้มเพลงของศิลปินที่ชอบได้ 18 % ขอเรื่องเกี่ยวกับความรัก 15.7 % และขอเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว (เช่น ขอให้คุณพ่อคุณแม่หายป่วย) 7.3 %

และของแก้บน หลังจากการบนบานลุล่วงแล้ว ได้แก่ เงิน 39.4 % ของเกี่ยวกับศิลปินเกาหลี 32.9 % สติกเกอร์ไลน์/ธีมไลน์ 20.8 % ลดน้ำหนัก 32.5 % และเปลี่ยนภาพโปรไฟล์ 32.5 %

ความสมหวังในการบนบาน พบว่า สมหวังบางครั้งคิดเป็น 71.4 % ไม่สมหวังเลย 16.3 % และสมหวังทุกครั้ง 12.3 %

คุยกับคนทำงานวิจัย “พฤติกรรมการบนบานผ่านทวิตเตอร์”

น.ส.นภัสสร พูลช่วย น.ส.จิตติมาภรณ์ จันทรพัฒน์ และน.ส.นุชจรี ศิริสุภา นักศึกษาผู้ทำวิจัยในหัวข้อ “พฤติกรรมการบนบานผ่านทวิตเตอร์” เล่าว่า เนื่องจากตนเองเป็นคนที่ใช้งานทวิตเตอร์อยู่แล้ว และเห็นว่าช่วงที่มีการประกวดมิสยูนิเวิร์สปีที่แล้วเริ่มมีการบนบานผ่านทวิตเตอร์ จึงสนใจที่จะทำวิจัยเรื่องการบนบานผ่านทวิตเตอร์

น.ส.นภัสสร เล่าต่อว่า  ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าการบนบานผ่านทวิตเตอร์เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เท่าที่คุยกับเพื่อนๆ ที่เล่นทวิตเตอร์คิดว่าการบนบานมีจุดเริ่มต้นจากแฟนคลับศิลปินเกาหลีที่ต้องการซื้อบัตรคอนเสิร์ต หรือเป็นกำลังใจให้กับศิลปินที่ตนเองชื่นชอบให้ชนะการประกวด

ทีมนิวมีเดียพีพีทีวีลองค้นหาข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับที่มาของการบนบานในทวิตเตอร์ โดยใช้แฮชแท็กบนบาน ( #บนบาน) พบว่า ข้อความเก่าสุดที่ค้นหาได้คือ ข้อความเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2554 ซึ่งมีข้อความที่ทวีตว่า “ถ้าเราพร้อมเดอะแก๊งค์ได้บัตรพีดีจากอารีรังน่ะ จัดไปเลยกล้วยน้ำวา 10 หวีหวี ใหญ่ๆ เจ้าค่ะ #บนบาน”

น.ส.นภัสสร ให้ความเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นนี้อีกว่า เป็นงานวิจัยที่สะท้อนเรื่องการเข้าสู่ยุคโซเชียลมีเดีย เพราะอยากบนบานเวลาไหนก็สามารถบนบานได้  และมีคำยืนยันในการบนบานที่ชัดเจน แม้ส่วนตัวไม่เคยบนบานผ่านทวิตเตอร์ แต่ก็ช่วยรีทวีต เพราะอยากได้ของแก้บน ส่วนชีวิตจริงเคยบนบาน ซึ่งสิ่งที่ได้จากการบนบานคือ ความสบายใจมีที่พึ่งทางใจ

“จากการทำวิจัยพบว่า ของแก้บนที่ใช้ในการบนบานต่างกัน ระหว่างศาลในโลกของความจริง และศาลเจ้าพ่อนกฟ้า เพราะศาลในโลกของความจริงของแก้บนจะเป็นสิ่งที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ชอบ แต่ของแก้บนศาลเจ้าพ่อนกฟ้า จะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคนที่บนบาน เช่น การลดน้ำหนัก” น.ส.นภัสสร กล่าว

สำหรับตัวเลขผู้ใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียในประเทศไทย ในงาน Thailand Zocial Awards 2017 ครั้งที่ 5 พบว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีคนใช้งานเฟซบุ๊ก (Facebook) ประมาณ 47 ล้านคน เติบโต 15 % มีผู้ใช้งานทวิตเตอร์ (Twitter) ประมาณ 9 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 70% ซึ่งปีที่แล้วมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ 5.3 ล้านคน โดยกลุ่มวัยรุ่นเป็นกลุ่มใหม่ที่เข้ามาใช้งาน และเป็นการใช้งานควบคู่ไปกับเฟซบุ๊ก ส่วนเหตุผลของการเข้ามาใช้งานทวิตเตอร์ คือ หนีพ่อแม่ที่เล่นเฟซบุ๊ก และเพื่อติดตามศิลปินที่ชื่นชอบ โดยปีที่แล้วติดตามศิลปินเกาหลีมาก แต่ปีนี้มีติดตามศิลปินไทย สำหรับผู้ใช้งานทวิตเตอร์กลุ่มนี้ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 16-24 ปี คิดเป็น 35 % ส่วน 65 % เป็นกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 34 ปี (อ่านข่าว : วัยรุ่นแห่เล่น “ทวิตเตอร์” ควบคู่ “เฟซบุ๊ก” เพื่อหนีพ่อแม่ )

นอกจากการนำทวิตเตอร์มาใช้บนบานบอกเล่าเรื่องราวเพื่อสร้างกำลังใจหรือใช้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของวัยรุ่นไทยแล้ว ในต่างประเทศก็มีการนำทวิตเตอร์มาใช้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและการบอกเล่าเรื่องราวเช่นกัน ตามข้อมูลอ้างอิงของสำนักข่าว เอเอฟพี ระบุว่า เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 โบสถ์เซ็นต์ปอล ในประเทศอังกฤษใช้ทวิตเตอร์ในการให้ผู้ร่วมสวดมนต์ในโบสถ์ใช้เป็นช่องทางในการขอพรพระเจ้าหรือพูดในสิ่งที่อยู่ในใจ โดยผู้นำการสวดมนต์มีความเห็นว่า พระเจ้าประทานช่องทางการสื่อสารในยุคนี้มาให้ ผ่านทางโซเชียลมีเดีย เหมือนที่ในยุคก่อน พระเจ้าก็ประทานระบบการพิมพ์มาให้เพื่อให้มนุษย์สื่อสารกัน เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไปโบสถ์ในวันอาทิตย์น้อยลง การใช้โซเชียลมีเดีย เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมระหว่างสวดมนต์ภายในโบสถ์ จะทำให้กลุ่มคนเจอเนอเรชันนี้เพิ่มการมีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ใช่แค่การมาฟังสวดมนต์เพียงอย่างเดียว

อ่าน :  เปิดคำ “บนบาน” สุดแนว ชาวเน็ตส่งถึง “เจ้าพ่อนกฟ้า”

ติดตาม >>> ถอดรหัส “บนบาน” ความเชื่อร่วมสมัยของวัยรุ่นไทย

อ่าน : ผี-พุทธ-พราหมณ์ : รากเหง้า ‘สังคมบนบาน’ (ตอนที่ ๑)

อ่าน :  ผี-พุทธ-พราหมณ์ : รากเหง้า ‘สังคมบนบาน’ (ตอนที่ ๒)

มาเป็นเพื่อนกับเรา ไม่พลาดทุกข่าวและ ประเด็นสำคัญ พร้อมร่วมกิจกรรมสุดพิเศษมากมาย Add LINE ID : @PPTVHD36

ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> www.pptvhd36.com/tags/ข่าววันนี้