ความเชื่อและการบนบาน เป็นสิ่งที่ยากจะลบเลือนออกไปจากสังคมไทย ตราบใดที่คำว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ยังเป็นวาทกรรมที่ได้ยินแล้วทำให้เรารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างครอบงำ
บทสนทนาระหว่างทีมงานกับวัยรุ่นที่เดินทางมาบนบานขอเรื่องเรียนที่ ศาลท้าวมหาพรหม บริเวณสี่แยกราชประสงค์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.60
คำถาม : เชื่อเรื่องการบนบานไหม?
คำตอบ : เชื่อค่ะ
คำถาม : ส่วนใหญ่มาบนบานเรื่องอะไร?
คำตอบ : เรื่องเรียนค่ะ
คำถาม : มีความเชื่อเรื่องการบนบานตั้งแต่เมื่อไหร่?
คำตอบ : ตั้งแต่เด็กค่ะ ที่บ้านก็มีความเชื่อเรื่องนี้
คำถาม : รู้จักศาลเจ้าพ่อนกฟ้าไหม?
คำตอบ : รู้จักค่ะ
คำถาม : ทำไมไม่บนบานผ่านศาลเจ้าพ่อนกฟ้า?
คำตอบ : ชอบบนบานที่ศาลจริงเพราะคิดว่าศักดิ์สิทธิ์กว่าค่ะ
คำถาม : คิดอย่างไรกับการบนบานผ่านทวิตเตอร์?
คำตอบ : คิดว่าคนที่บนบานคงสบายใจที่ได้บนบาน
อ่าน : “ศาลเจ้าพ่อนกฟ้า” งานชุก วัยรุ่นแห่บนบานออนไลน์
ดร.ปุรินทร์ นาคสิงห์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ความเชื่อในสังคมไทยมีอยู่ในทุกพื้นที่ ทุกระดับ ตั้งแต่ในชีวิตประจำวัน ที่บ้าน ที่โรงเรียน มีเรื่องของความเชื่อ การบนบานศาลกล่าวเข้ามา ถ้าจะปฏิเสธความเชื่อในสังคมไทยจะให้ยึดหลักเหตุผลอย่างเดียวต้องใช้เวลา แม้แต่ในระดับสถาบันการศึกษาที่สอนให้เกิดการตั้งคำถาม และพยายามหาคำอธิบายในเชิงเหตุผล หรือใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการอธิบาย แต่หลายต่อหลายครั้งพิธีกรรมในสถาบันการศึกษาก็ยังยึดโยงเกี่ยวกับระบบความเชื่อมีการบนบานศาลกล่าว ต้องย้อนกลับไปว่าระบบการศึกษาที่เราสั่งสมกันมาได้ทำลายความไม่รู้ออกไปบ้างหรือไม่ หรือยิ่งตอกย้ำและสร้างความไม่รู้ให้สืบทอดกันมา
ดร.ปุรินทร์ กล่าวต่อว่า การสอบเข้าในระดับชั้นประถม เป็นการจับฉลากเข้าเรียน แล้วทำอย่างไรเด็กถึงจะจับฉลากให้ได้เข้าเรียน มันอยู่นอกเหนือการควบคุมของตัวเราเอง ต้องพึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ จึงเกิดการบนบาน เช่น บนขอให้จับฉลากเข้าเรียนได้กับพระประจำโรงเรียน เจ้าพ่อเจ้าแม่ประจำโรงเรียน และหลายต่อหลายครั้งจะเห็นการอาราธนาพระเครื่องเต็มคอใส่ให้ลูกหลานก่อนให้จับฉลาก ทั้งๆ ที่อยู่ในระบบการศึกษา ในทุกระดับชั้นก็เช่นกัน ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เพราะสิ่งเหล่านี้คือความไม่แน่นอน คุณส่งหุ่นยนต์ไปแข่งแต่ก่อนที่จะไปแข่งขันคุณยกมือท่วมหัวเอาพวงมาลัยไปคล้องหุ่นยนต์ นี่คืออะไร มันคือสิ่งที่ตอกย้ำและผลิตซ้ำๆ เรื่อยมา เช่นเดียวกับบริบทในครอบครัวที่มีการส่งต่อความเชื่อให้กัน
“จุดเริ่มต้นของความเชื่อของมนุษย์เกิดจากความกลัวในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมีอำนาจในการให้คุณให้โทษเรา ตั้งแต่ฝนตก แดดออก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ในอดีตที่มนุษย์มีความซับซ้อนในการอธิบายน้อย มนุษย์ไม่รู้หรอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติสามารถอธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ตอนนั้นไม่รู้จริงๆ ไม่ใช่เพราะมนุษย์โง่ แต่เพราะความซับซ้อนของวิธีคิดยังไม่ได้พัฒนา ทำให้มนุษย์เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอำนาจเหนือธรรมชาติ มีวิญญาณบางอย่างสถิตอยู่ จึงเป็นที่มาของการนับถือ บูชา อำนาจเหนือธรรมชาติ จนกลายเป็นเจ้าพ่อ เจ้าแม่ จนพัฒนามาเป็นลัทธิ ความเชื่อ และศาสนา เพียงแต่ว่าการถ่ายทอดความเชื่อเหล่านี้แต่ละยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ตามบริบทแวดล้อมของสังคม ซึ่งความเชื่อดังกล่าวไม่ได้หายไป เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ เช่น “เจ้าพ่อนกฟ้า” คือการเปลี่ยนรูปแบบของความเชื่อ ซึ่งอยู่บนโลกของเทคโนโลยีสื่อสารให้คนที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ร่วมแชร์ร่วมโพสต์ ขณะที่คนอีกเจนเนอเรชันหนึ่งก็จะตระเวนบนบาน เขาก็จะมีพฤติกรรมอีกแบบ เป็นการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของความเชื่อที่แตกต่างกัน”
วิเคราะห์พฤติกรรมการบนบานผ่านทวิตเตอร์!!
ดร.ปุรินทร์ มองว่า การบนบานผ่านทวิตเตอร์เป็นกระแสความคลั่งไคล้ชั่วครู่ชั่วยาม เป็นแฟชั่น ซึ่งก็อาจเข้ามาช่วงหนึ่งแล้วผ่านไป โดยอาจมีรูปแบบอื่นๆ เกิดขึ้นตามมา ส่วนกรณีที่มีการรีทวีตจำนวนมาก ถามว่าเป็นลักษณะของพฤติกรรมรวมหมู่หรือไม่ ต้องย้อนกลับมาดูว่าคนที่รีทวีตต้องการอะไร ซึ่งคนที่เป็นต้นโพสต์ต้องการกำลังใจ ต้องการให้คนมาให้กำลังใจ ขณะเดียวกันก็ต้องหาของรางวัลมาเป็นตัวล่อ ซึ่งสะท้อนถึงกระแสการบริโภคที่เข้ามา ขณะเดียวกันคนที่เข้ามารีโพสต์หรือรีทวีตต้องการอะไร ต้องการสนับสนุนความรู้สึกของคนโพสต์ หรือต้องการของรางวัล ในทางกลับกันถ้าเป็นการบนน้ำแดงจะมีคนอยากได้ไหม
ส่วนการแก้บนโดยให้ของเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น การลดน้ำหนัก หรือสิ่งที่ตนเองไม่อยากทำ ดร.ปุรินทร์ มองว่า เป็นข้ออ้างที่พยายามจะหาเรื่องที่ยึดโยงและทำให้เกิดการปฏิบัติตามคำบนบานนั้น ซึ่งถ้าอยากลดน้ำหนัก อยากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถทำได้เลยหรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วก็สามารถทำได้ แต่ไม่มีเงื่อนไข ดังนั้นจึงเอาเรื่องของการบนขึ้นมาเป็นเงื่อนไขเพื่อทำให้ดูมีความชอบธรรมมากขึ้น ว่าเมื่อบนบานแล้วก็ต้องแก้บน ทั้งๆ ที่สิ่งที่เป็นของแก้บนเป็นสิ่งที่เขาอยากจะทำ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาถ้าจะให้ลุกขึ้นมาทำก็คงไม่ทำ จึงนำมาผูกโยงกับความเชื่อ ทำให้ไม่มีข้ออ้างในการผัดวันประกันพรุ่ง
ดังนั้น “ศาลเจ้าพ่อนกฟ้า” ในมุมมองของ ดร.ปุรินทร์ คือ สิ่งที่อุปโลกน์ขึ้นมา และคนที่บนบานผ่านเจ้าพ่อนกฟ้าก็ไม่น่าจะมองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่มองว่าเป็นกิจกรรมเพื่อร่วมสนุก เป็นกิจกรรมที่คนเจอเนอเรชันหนึ่งสร้างขึ้นมา เป็นกระแส เป็นแฟชั่น เป็นความคลั่งไคล้
การบนบานผ่านเจ้าพ่อนกฟ้า กับ การบนบานศาลจริง ต่างกันอย่างไร ?
ดร.ปุรินทร์ มองว่า การบนบานผ่านเจ้าพ่อนกฟ้า กับ การบนบานผ่านศาลจริงไม่ต่างกัน เพราะต้องการตอบสนองทางด้านจิตใจเหมือนกัน ที่ต่างคือรูปแบบ ถ้าคนเชื่อเรื่องบนบานแล้วเชื่อว่าการบนบานทำให้สำเร็จ สิ่งที่บนมีจริง ไม่ว่าจะบนบานกับสิ่งไหน ในเรื่องของความรู้สึกไม่ได้แตกต่างกัน เพียงแต่รูปแบบแตกต่างกัน สังคมเมืองที่มีความเร่งรีบ มีการแข่งขันกันทุกเวลา ถ้าจะเดินทางไปสถานที่บนบาน 3 วัด 7 วัด อาจเสียเวลา การใช้ทวิตเตอร์เพื่อบนบานก็สะดวกและเข้าถึงได้ง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก ขณะเดียวกันคนที่ต้องเดินทางไปในที่ต่างๆ ต้องใช้เวลา ค่าใช้จ่าย
สามารถกำจัดความเชื่อเรื่องการบนบานออกจากสังคมไทยได้หรือไม่ ?
“ยาก !!”
ดร.ปุรินทร์ ถอนใจยาวก่อนตอบว่า ในชีวิตประจำวันของเราถูกสอนถูกกล่อมเกลาด้วยระบบความเชื่อตั้งแต่ในครอบครัว ตั้งแต่การเกิดขึ้นมาของสมาชิกใหม่ ด้วยการคำนวณฤกษ์เวลา การตั้งชื่อ ตัวอักษร พยัญชนะ ซึ่งเข้ามาอยู่ในชีวิตของเราตลอดเวลา แม้จะมีความพยายามที่จะใช้หลักเหตุผลในการอธิบาย ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรื่องของดวง ไม่ใช่เรื่องของความเชื่อ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นชุดคำอธิบายที่อยู่ในคนละระดับ โดยคนที่เชื่อก็ยังคงเชื่อว่าอำนาจเหนือธรรมชาติหรือความเชื่อเหล่านี้จะช่วยให้ผ่านวิกฤติและมีชีวิตที่ดี ส่วนความคิดในหลักวิทยาศาสตร์ก็มีคำอธิบายอีกชุดหนึ่งว่าสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ไม่ได้ เป็นความเชื่อคนละชุด เอามาปะทะกัน เถียงอย่างไรก็ไม่จบ ดังนั้น เราเลือกที่จะเชื่อให้ถูกกับจริตของตนเองและเคารพในความต่างก็ไม่น่าจะมีปัญหา ถ้าไม่ใช่เอาความเชื่อเหล่านี้ไปหลอกลวงผู้อื่นให้เดือดร้อน เชื่อว่าความเชื่อเหล่านี้สามารถอยู่ร่วมกันได้
“ตราบใดที่คำว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ยังเป็นวาทกรรมที่ได้ยินแล้วทำให้เรารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างครอบงำ ตราบนั้นความเชื่อและการบนบาน ก็ยังเป็นสิ่งที่ยากจะลบเลือนออกไปจากสังคมไทย” ดร.ปุรินทร์ กล่าว
ดร.ปุรินทร์ แนะนำว่า ความเชื่อที่อยู่ในระดับที่พอดีเป็นแรงจูงใจหรือช่วยให้เรามีกำลังใจ โดยที่เหลือเน้นลงมือทำดีกว่า ต่อให้บนเจ้าพ่อนกฟ้าให้สอบผ่านแต่ไม่อ่านหนังสือก็เป็นเรื่องลำบาก ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่เราลงมือทำ
“บนบานเจ้าพ่อนกฟ้า” จากมุมมองนักจิตวิทยา
นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต ให้ความเห็นเกี่ยวกับการบนบานผ่านทวิตเตอร์ หรือเรียกว่า “เจ้าพ่อนกฟ้า” ตามหลักจิตวิทยา ว่า การขอพรหรือบนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เกิดจากที่มนุษย์ต้องการความมั่นคงของอนาคตตนเอง เพราะความรู้สึกไม่มั่นคงในอนาคตส่งผลต่อความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตของตนเอง การบนบานจะช่วยเพิ่มความรู้สึกมั่นคงของตนเอง ให้รู้สึกว่านอกจากตัวเราแล้วยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยเหลือค้ำจุนอยู่ด้วย ในทางกลับกันหากมนุษย์มั่นใจว่าสิ่งที่ต้องการนั้นจะเกิดขึ้น 100% แน่นอน การบนบานจะไม่เกิดขึ้น
นพ.วรตม์ กล่าวต่อว่า วัฒนธรรมการบนบานต่อเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อยู่คู่กับมนุษย์บนโลกมาช้านานตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ กรีกโบราณ และยุคโรมัน การปฏิบัติยังแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่การขอพรทั่วๆ ไป การขอโดยเสนอสิ่งแลกเปลี่ยน หรือแม้กระทั่งการบูชายัญ เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการจากผู้ให้พร และตามประวัติศาสตร์การขอพรบนบานนั้นมีตั้งแต่ ขอจากไฟ พระอาทิตย์ แสงสว่าง ภูติผีปีศาจ ผู้วิเศษ พระเจ้า เทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ซึ่งจะเห็นว่าความเชื่อหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ยุคสมัย ความรู้ บรรทัดฐานทางสังคม และความเชื่อในศาสนา เพราะฉะนั้นการขอพรหรือบนบานแบบออนไลน์ในโลกยุคดิจิทัลปัจจุบันนี้ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
ความเชื่อเรื่องการบนบานจากอดีตสู่ปัจจุบัน
เราคงบอกไม่ได้ว่าการขอพรแบบไหน ขอพรจากใคร หรือบนบานด้วยของอะไร แบบไหนที่เป็นเรื่องถูกต้อง เพราะต่างวัฒนธรรมต่างยุคสมัยก็จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป ถ้ามองที่คนไทย คนไทยนอกจากจะนับถือพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆแล้ว ความเชื่อเกี่ยวกับภูติผีปีศาจโชคลางยังคงแทรกซึมอยู่ในคนไทยทุกยุคทุกสมัย ความเชื่อต่างๆเหล่านี้มีมาตั้งแต่อดีตและส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นลงมาถึงปัจจุบัน ถ้าพ่อแม่บนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อนบ้านก็บอกว่าทำแล้วดี เด็กเห็นเช่นนั้นเด็กก็อยากทำตาม คนไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันจึงมีการบนบานศาลกล่าวพ่วงมากับการขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยเสมอมา แต่สังคมยุคใหม่เปลี่ยนไปเป็นสังคมแบบเมืองมากขึ้น ทุกคนใช้ชีวิตแบบแข่งขันและเร่งรีบมากขึ้น เด็กวัยรุ่นปัจจุบันจึงไปตามสถานที่สำคัญทางความเชื่อและศาสนาต่างๆน้อยลง ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์และภูติผีปีศาจก็ลดลงไปตามยุคสมัย การขอพรและการบนบานรูปแบบดั้งเดิมจึงลดลงตามไปด้วย จะคงมีก็เพียงแค่วันสำคัญจริงๆ เช่น วันเกิดหรือวันสอบใหญ่ๆ เท่านั้น ที่เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจยังคงเป็นเรื่องสำคัญอยู่
อ่าน : เปิดคำ “บนบาน” สุดแนว ชาวเน็ตส่งถึง “เจ้าพ่อนกฟ้า”
"บน - บ่น - บอก" ลดความกังวลใจและรู้สึกได้รับความเข้าอกเข้าใจ
นพ.วรตม์ มองว่า การบนบานทางโซเชียลมีเดีย เป็นสิ่งที่ใหม่มากและค่อนข้างมีรูปแบบเฉพาะตัว สิ่งที่เหมือนเดิมยังคงเป็นการเสนอสิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สนองสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่การบนบานในรูปแบบเดิมส่วนมากจะเก็บคำขอไว้กับตัวเอง หลายครั้งเราจะเคยได้ยินความเชื่อว่าห้ามพูดสิ่งที่ตนเองบนให้คนอื่นรับรู้ ไม่เช่นนั้นจะไม่สมหวัง ในขณะที่การบนบานบนทวิตเตอร์นั้นกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
การบนบานบนโลกออนไลน์นั้น มีจุดประสงค์อื่นๆ อีกนอกจากการ "บน" นั่นคือ การ "บ่น" และการ "บอก" ผู้ที่เขียนข้อความบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นต้องการ "บ่น" ในความยากลำบากเพื่อจะให้ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ เช่น บ่นเรื่องความยากของการสอบ ความยากของการจองตั๋วคอนเสิร์ต นอกจากนี้ยังต้องการ "บอก" เรื่องราวของตัวเองให้คนอื่นรับรู้ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ โดยสิ่งที่ตัวเองอยากได้อาจไม่ยากเย็นนัก แต่แค่อยากเล่าให้เพื่อนฟังเฉยๆ ในรูปแบบที่น่าสนใจ
เมื่อได้บ่นและบอกออกไปแล้ว เพื่อนที่อยู่รอบตัวและมีชะตากรรมเดียวกันย่อมเข้ามาแสดงความเห็นใจในสิ่งที่ผู้บนบานประสบ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความกังวลต่ออนาคตน้อยลง รู้สึกได้รับความเข้าอกเข้าใจมากขึ้น และหากของแก้บนเป็นสิ่งที่ถูกใจและมีประโยชน์ต่อส่วนรวม อาจส่งผลบวกต่อภาพลักษณ์ของวัยรุ่นให้ดูดีมากขึ้นด้วย
หัวใจสำคัญของการ “บนบานเจ้าพ่อนกฟ้า” มุมนักจิตวิทยา
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คงไม่ได้อยู่ที่ว่า บนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด? หรือ บนผ่านอะไร? แต่หัวใจสำคัญของเรื่องนี้มีอยู่ 3 ประเด็น คือ
1. เรื่องราวที่บนบานมีความเหมาะสมหรือไม่? หลายคนอาจจะบนบานเรื่องเงินทอง เรื่องเรียน เรื่องความรัก สิ่งเหล่านี้ยังพอเป็นไปได้ แต่ถ้าหากเราบนบานในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย ย่อมทำให้เกิดความเสียใจในภายหลังโดยเปล่าประโยชน์ เลวร้ายกว่านั้นหากเรื่องที่บนบานเป็นเรื่องสาปแช่ง ให้ร้ายผู้อื่น ก็ยิ่งทำให้จิตใจของผู้บนบานถดถอยลงไปด้วย
2. ของที่ใช้แก้บนมีความเหมาะสมหรือไม่? ความเหมาะสมไม่ได้หมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะชอบใจของแก้บนหรือไม่ แต่หมายถึงของนั้นเหมาะสมกับตัวผู้ที่เอาไปแก้บนหรือไม่หากต้องเสียทรัพย์สินเกินกำลังของตัวเอง ต้องลำบากผู้ปกครอง ต้องหยิบยืมคนอื่นมาแก้บนด้วยก็คงไม่ดีแน่
3. ระหว่างที่รอผลการบนคุณทำอะไร? ถ้าการบนทำให้เราเกิดความพยายามมากขึ้นไปด้วยย่อมเป็นเรื่องดี เช่น บนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้สอบผ่านได้คะแนนดีๆ เลยกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงโทษหากขี้เกียจ ระหว่างรอสอบเราจึงอ่านหนังสืออย่างหนักมากขึ้นไปด้วยแทนที่จะนอนเล่นเกมอยู่เฉยๆ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก โอกาสสำเร็จในการสอบก็จะมากขึ้นไปด้วย
สุดท้าย นพ.วรตม์ มองการบนบานว่า เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล สามารถใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจชั่วคราวที่ดี แต่ก็เป็นเหมือนดาบสองคม เพราะหากเรามัวแต่นอนรอคอยโชคชะตา โอกาสต่างๆก็จะหลุดลอยไปเพราะความไม่พยายามของเรา แต่ถ้าบนแล้วมีกำลังใจมากขึ้น มีความหวังกับชีวิตมากขึ้น พยายามมากขึ้น ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ดีแน่นอน แต่จะดียิ่งไปกว่านั้นหากสิ่งที่ใช้แก้บนมีประโยชน์ต่อตนเองและสังคม เช่น แก้บนด้วยลดน้ำหนัก งดเหล้า ออกกำลังกาย วิ่งรอบสนามฟุตบอล ซิทอัพวันละร้อยครั้ง หรือไปทำบุญช่วยเหลือคนตามสถานที่ต่างๆ ช่วยกับเพื่อนบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ให้สังคม การบนบานนั้นย่อมได้ประโยชน์สองต่อและมีแต่คนชื่นชมแน่นอน
ตราบใดที่วาทกรรม “ไม่เชื่อย่าลบหลู่” ยังฝังรากลึกอยู่ในใจคนไทย ความเชื่อเรื่องการ “บนบาน” และอำนาจเหนือธรรมชาติในสังคมไทยคงยากที่จะลบเลือนไป แต่เราสามารถใช้ความเชื่อเหล่านี้ให้เกิดผลดีและเหมาะสมได้ เช่น ใช้ความเชื่อเพื่อสร้างกำลังใจให้ทำสิ่งดีๆ ที่ตั้งใจได้สำเร็จ
แล้วคุณล่ะ...เคย “บนบาน” เพื่อขอให้สิ่งที่มุ่งหวังประสบผลสำเร็จไหม ?