จุดสีเหลืองบนแผนที่ คือ จุดที่เคยติดตั้งกล้องดักถ่ายสัตว์ป่าของนักวิจัยสัต์ป่าเขานางรำ และสามารถถ่ายภาพเสือดำ เสือดาวได้เมื่อปลายปี 2559 เห็นได้ชัดว่าจุดตั้งกล้อง ห่างจากจุดพบปลอกกระสุนปืน และซากเครื่องในเสือเพียง 100 เมตร ทำให้เจ้าหน้าที่เชือว่า เสือดำที่ถูกบันทึกภาพไว้ได้ อาจเป็นเสือดำ กับตัวที่ถูกยิง
มีข้อมูลจากหัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ นายสมโภชน์ ดวงจันทราศิริ ว่าเสือดำตัวนี้มีความคล้ายคลึง เรื่องขนาดและเพศผู้ แต่ยังระบุไม่ได้ว่า เป็นตัวเดียวกันหรือไม่ ต้องนำภาพไปขยายดูตำหนิ ลายสีขน ซึ่งเทียบเคียงอัตลักษณ์ลาย ยากกว่าเสือดาว และเสือโคร่ง
ขณะที่ ทีมพญาเสือ ลงพื้นที่เกิดเหตุอีกครั้ง และตั้งข้อสังเกตไว้หลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็น การค้นหาแนวกระสุน ข้อมูลจากทีมพญาเสือ ระบุว่า การค้นหาแนววิถีกระสุน พบร่องรอยของการฉีกขาดของเปลือกไม้ 2 จุด ที่หิน 1 จุด
ขณะเดียวกัน พบจุดที่เสือดำถูกยิง ที่อยู่บริเวณห้วยปะชิ ที่พบขนเสือเป็นกระจุก คาดว่าเกิดจากการกระแทกของแรงกระสุน ห่างจากจุดที่เสือนั่งเพียง 1 เมตร ส่วนกระสุนปืน ปืนอีกเม็ดที่มีมุมเฉียงออกไป คล้ายกับผู้ที่ยิง วิ่งเฉียงออกไปทางด้านซ้าย 6 ถึง 7 ก้าว แล้ววิ่งไปยิงซ้ำ กระสุนเม็ดนี้ จึงไปกระทบกับต้นไม้
ข้อสังเกตุสำคัญ คือ เสือดำตัวนี้ มีความคุ้นเคย หรือเชื่อว่าคนไม่ทำร้ายมัน ในข้อสันนิษฐานเบื้องต้น เชื่อว่า เสือดำถูกยิงไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง และรูกระสุน ที่สามารถเอาปลายหลอดแทงเข้าไป แสดงได้ว่า น่าจะเป็นกระสุนคนละชนิด และอาจเป็นคนละคน ที่เข้าไปยิงซ้ำ
สอดคล้องกับความเห็นของ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ ที่ระบุว่า บริเวณจุดตั้งแคมป์ ที่มีลานกว้างริมถนน ลำห้วยมีแอ่งหินกักน้ำไว้พอลงไปอาบน้ำได้ เป็นไปได้ว่าจุดนี้ได้ถูกเลือกก่อนที่จะเดินย้อนกลับไปซุ่มยิงเสือดำ คาดว่า มีการเตรียมการไว้
ขณะที่การพบชิ้นส่วนกระดูกในห้วยปะชิข้างจุดพัก อาจเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า เมื่อเสือถูกยิงแล้ว คณะนายเปรมชัย แบกมาไว้ที่แคมป์เพื่อถลกหนัง แล่เนื้อ และตัดช่วงขาขวาหลังมาปรุงอาหาร โดยชิ้นส่วนที่พบจะนำไปตรวจหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยัน
ภควัต โฉมศรี รายงาน