นายคณิต ยังระบุด้วยว่า การพัฒนาพื้นที่ของไทยยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะไม่มีที่ดินเพียงพอในการลงทุน และมีการเก็งกำไรของนายทุน จึงเสนอให้กระทรวงการคลัง จัดทำธนาคารที่ดิน หรือ แลนด์แบงก์ ทำหน้าที่บริหารจัดการที่ดินในเชิงพาณิชย์รองรับการขยายตัวของเมือง รวมถึงให้มีที่ดินเพียงพอรองรับการลงทุนและเป็นการป้องกันการเก็งกำไรที่ดินของนายทุนที่เข้าไปซื้อที่ดินล่วงหน้า เพราะปกติที่ดินราคาขึ้นตลอดเวลา ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ต้องการให้มีการเก็งกำไรที่ดิน โดยโครงการอีอีซีที่มีเขตพัฒนาเศรษฐกิจ 21 แห่ง ก็จะเน้นการพัฒนาในพื้นที่นิคมเดิมเป็นหลัก
นอกจากนี้ประเมินว่าพื้นที่อีอีซียังขาดแคลนแรงงานสายอาชีวะกว่า 50,000คน จึงได้ร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีวะในเขตภาคตะวันออก นำเอกชนร่วมพัฒนาหลักสูตรร่วมกับสถาบัน คาดว่าจะผลิตบุคลากรได้เพิ่มเป็น 6,000 คนจาก 300 คนต่อปี และกระทรวงศึกษาธิการยังเสนอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 อนุมัติหลักสูตรใหม่จากเดิมต้องใช้เวลา 2 ปี เหลือ 2 เดือน เพื่อพัฒนาแรงงานคุณภาพ
ด้านพล.ร.ต.ลือชัย ศรีเอี่ยมกูล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอู่ตะเภา เปิดเผยว่า แผนพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ระยะต่อไปที่จะรองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 15 ล้านคน จากเดิม 3 ล้านคนต่อปี เงินลงทุน 2 แสนล้านบาท และโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ อู่ตะเภา-สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง มูลค่า 6 หมื่น 4 พัน 3 ร้อยล้านบาท จะจัดทำร่างเอกสารประกวดราคาแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้ ก่อนสรุปรายชื่อเอกชนที่จะเข้ามาดำเนินการในช่วงปลายปี โดยคาดว่าทั้งสองโครงการจะดำเนินการควบคู่กันไป พร้อมเปิดให้บริการได้ในปี 2566 เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น