ผบ.ตร.ไม่สรุปใครเป็นเจ้าของสลากฯ มูลค่า 30 ล้านบาท

โดย PPTV Online

เผยแพร่

การอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาลมูลค่า 30 ล้านบาท ที่ครองพื้นที่ข่าวมาเกือบ 3 เดือน วันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุข้อมูลของการทำคดี หลังกองปราบปรามรับช่วงต่อจาก ชุดทำงานของตำรวจภูธรภาค 7 มา โดยในการแถลงข่าว คำถามที่ผู้สื่อข่าวถามตรงกันคือ สรุปแล้วสลากชุดที่มีข้อพิพาท เป็นของใคร ซึ่งในระหว่าง การแถลงข่าว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยกตัวอย่างฎีกาเมื่อปี 2530 และความเห็นอัยการ ในคดีคล้ายกันมาตอบคำถามสื่อมวลชน

นี่เป็นบางช่วง บางตอนที่พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หยิบตัวอย่างฎีกา ปี 2530 ขึ้นมาในระหว่างการแถลงข่าว หลังผู้สื่อข่าวถามว่า ร.ต.ท.จรูญ เป็นเจ้าของลอตเตอรี่ตัวจริงได้หรือไม่ ซึ่งพลตำรวจเอกจักรทิพย์ ระบุยังไม่ถาม และถามกลับว่าอยากรู้ใช่หรือไม่ ซึ่งผมไม่ได้คิดเอง จากนั้นก็อ่านรายละเอียดของ ฎีกาที่นำมาด้วย เงื่อนไขการรับรางวัล ที่ได้ระบุไว้ด้านหลังสลากกินแบ่งรัฐบาล ทุกฉบับว่า เงินรางวัลจะจ่ายแก่ผู้ที่ถือสลาก ฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับ  ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่มีไว้เพื่อจ่ายเงินให้เจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่แท้จริง ป้องกันการทุจริต แอบอ้างมารับเงินรางวัล เพื่อให้มีหลักฐานในการจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกรางวัลเท่านั้น

จากนั้น  ในระหว่างการตอบคำถามผู้สื่อข่าว พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ก็ยกตัวอย่างความเห็นของอัยการสูงสุด ขึ้นมาอีก

เนื้อหาความเห็นของอัยการสูงสุดที่ พลตำรวจเอกจักรทิพย์ยกตัวอย่าง ทีมข่าวพีพีทีวี แกะคำพูดคำต่อคำ มีเนื้อหาว่า สลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่ใช่ทรัพย์มีทะเบียน ผู้ใดครอบครอง ย่อมเป็นเจ้าของ โดยไม่ต้องจัดให้มีการลงชื่อก่อนซื้อ เหมือนกู้เงินสหกรณ์ หรือเข้าพักโรงแรม จึงระบุตัวซื้อ และขายจำเพาะเจาะจงได้ยาก  แม้ซื้อมาแล้วก็แบ่งหรือขายให้ผู้อื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาต เหมือนอาวุธปืน ซึ่งทรัพย์ที่ตกหล่นสูญหายเจ้าของต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานทันที  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวยชุดหลายใบ เจ้าของอ้างว่าจำหมายเลขได้ มีภาพถ่าย แต่เมื่อไม่ปรากฏการแจ้งความ ลงหมายเลขสลาก และหมายเลขชุดสลากไว้ก่อน กลับแจ้งความในภายหลังที่ประกาศผลรางวัลแล้ว คดีจึงมีเหตุอันควรสงสัย ผู้ร้องเป็นเจ้าของสลาก และได้ทำสลากหายจริงหรือไม่ เมื่อไม่มีพยานยืนยัน ผู้ครอบครองสลาก จึงมีสิทธิ์ดีกว่า

นี่เป็นประเด็นสำคัญ ที่พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ย้ำในการแถลงข่าว พร้อมระบุว่า จะให้พูดว่าสลากฯ เป็นของใครไม่สามารถทำได้ เป็นหน้าที่ของศาลแพ่งพิจารณา เท่านั้น เพราะในส่วนของตำรวจ รับช่วงเฉพาะคดีอาญา

สำหรับคดีอาญา เป็นคดีที่ตำรวจกองปราบปรามรับสำนวนต่อมาจาก ตำรวจภูธรภาค 7 ที่มีการแจ้งความจากทั้ง 2 ฝ่าย คือ 1. ฝ่ายครูปรีชา แจ้งความดำเนินคดี หมวดจรูญ ในข้อหา ยักยอกทรัพย์ และรับของโจร  กับ 2. หมวดจรูญ แจ้งความครูปรีชา ใน 4 ข้อหา คือ แจ้งความเท็จ มาตรา 137 แจ้งเจ้าพนักงานด้วยความอันเป็นเท็จ มาตรา 173 กลั่นแกล้งผู้อื่นให้ได้รับโทษทางอาญาหนักขึ้น มาตรา 174 วรรค 2 ซึ่งข้อนี้มีโทษสูงที่สุด คือ จำคุกสูงสุด 5 ปี และเป็นเหตุผลที่ศาลสามารถออกหมายจับได้เลย โดยไม่ต้องออกหมายเรียกก่อน อีกข้อหาหนึ่งคือ สร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ มาตรา 267

เมื่อตำรวจกองปราบปราม รับคดีต่อมา ได้สืบสวนสอบสวนพยาน รวมถึงตรวจพิสูจน์หลักฐานในคดีใหม่ โดยคดีที่ หมวดจรูญถูกฟ้อง ตำรวจขอพักคดีไว้ เนื่องจากหมวดจรูญ ไม่มีพยานให้สอบ แต่ในฝั่งครูปรีชา ในสำนวนเดิมมีพยานที่มีคำให้การเดิม  ทางตำรวจจึงสอบปากคำพยานใหม่อีกครั้ง พาครูปรีชาลงพื้นที่นำชี้ใหม่ จนพบว่า คำกล่าวอ้างไม่สอดคล้องกับคำให้การ

ขั้นตอนหลังจากนี้ตำรวจสอบปากคำ ครูปรีชา และเจ๊บ้าบิ่น หลังควบคุมตัวมาตามหมายจับ ก่อนสรุปสำนวนคดี ส่งให้พนักงานอัยการ พิจารณาว่าจะมีความเห็นสั่งฟ้องหรือไม่

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ