เมื่อวันที่ (28 ก.พ. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งในคำแถลงของผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แสดงให้เห็นถึงข้อสงสัย ต่อคดีการชิงลอตเตอรีรางวัลที่ 1 ที่เกิดขึ้นถึง 5 คดี ในช่วงไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมา และมีบางคดีที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นซ้ำกับคนเดิม ซึ่งล่าสุดพยานกลับคำให้การหมดแล้ว พร้อมยอมรับว่า ได้รับเสนอผลประโยชน์ให้เป็นพยานเท็จด้วยค่าจ้างตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 300,00บาท แต่เมื่อพยายามตรวจสอบไปถึงเส้นทางของสลาก ก็พบหลักฐานการแอบอ้าง เกิดขึ้นเฉพาะในระดับผู้ซื้อและผู้ขาย ที่ไปสร้างพยานเท็จกันต่อเท่านั้น ยังไม่มีข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงระดับยี่ปั๊ว ซาปั๊ว อย่างที่เคยตั้งสมมติฐานไว้ แต่ก็ตั้งใจว่า หากมีคดีแบบเดียวกันนี้อีก ตำรวจสอบสวนกลางจะขอทำคดีเอง โดยยกตัวอย่างคดีที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเกือบจะทำให้เยาวชนคนหนึ่งต้องติดคุกว่า เป็นคดีที่มีปัญหามากกว่า กรณีของนายปรีชา และ ร.ต.ท.จรูญ ซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2560 หลังนายพันธ์ศักดิ์ เสือชุมแสง ชาว ต.หัวถนน อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ แจ้งความกับตำรวจว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล หมายเลข 715431 ซึ่งถูกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 สิงหาคม 2560 จำนวน 2 ฉบับสูญหายจากบ้านพัก โดยตั้งข้อสงสัยชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่มาเล่นที่บ้านบ่อยครั้ง อาจเป็นคนขโมยไป
โดย นางพันธ์ศักดิ์ อ้างว่า ซื้อลอตเตอรี่ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม บริเวณด้านหลังโรงพยาบาลนางรอง และจดจำหมายเลขได้ดี เพราะตั้งใจหาซื้อเลขที่ลงท้าย 4 ตัว คือ 5431 ซึ่งตำรวจตรวจสอบไปยังสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จนทราบว่า นายวิทยา และนางขวัญศิริ ธนทรัพย์สิน ชาว ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด นำสลากหมายเลข 715431 จำนวน 3 ใบ ไปขอรับเงินรางวัล นายพันธ์ศักดิ์ จึงเชื่อว่าคนเบิกเงินกับวัยรุ่นที่เขาสงสัย น่าจะเกี่ยวข้องกัน เพราะวัยรุ่นคนนี้ มีญาติอยู่ที่จังหวัดร้อยเอ็ด
ต่อมาพยานคือนายสุวัช จันทร์พลาง พ่อค้าขายลอตเตอรี่ ยืนยันว่า เป็นแผงที่ถูกรางวัลที่ 1 และคู่กรณีทั้งสองเป็นลูกค้าจริง แต่ไม่รู้ว่าใครซื้อเลขอะไร ตำรวจส่งสลากดังกล่าว พิสูจน์ดีเอ็นเอ พบรอยนิ้วมือแฝงของนายวิทยา ผู้ที่นำสลากไปขึ้นเงิน อยู่บนสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว ส่วนผลการตรวจ ดี เอ็น เอ ไม่ตรงกับใครเลย แม้ที่สุดแล้วนายพันธ์ศักดิ์ จะยอมรับในผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ และกล่าวขอโทษสองสามีภรรยาแล้ว เหมือนว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยดี
แต่เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560 พ่อของวัยรุ่นที่ถูกกล่าวหาว่าขโมยลอตเตอรี ได้เข้าแจ้งความเอาผิด นายพันธ์ศักดิ์ ฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบให้ครอบครัวถูกตราหน้าว่าเป็นขโมย ซึ่งขณะนี้ คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างสอบสวน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะดำเนินการตามกระบวนการอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ล่าสุดวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตำรวจส่งสำนวนคดีหมิ่นประมาทถึงอัยการเพื่อรอการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่
ส่วนอีก 3 คดี มีข้อมูลที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะ มี 2 คดี ที่มีผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของลอตเตอรีรางวัลที่ 1 เป็นบุคคลเดียวกัน และ พล.ต.ท.ฐิติราช ใช้คำว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ ในทางสถิติ
คดีแรกเกิดขึ้นเมื่อ ปี 2559 ที่นางเรวดี หาแก้ว และ นางวิไลพร รัตนติสร้อย แจ้งความอ้างว่าซื้อสลากที่ถูกรางวัลที่ 1 หมายเลข 066720 งวดวันที่ 1 เมษายน 2559 โดยหุ้นกับ นางสุดารัตน์ น้อยนิตย์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท แต่นางสุดารัตน์นำสลากไปขึ้นเงินเพียงคนเดียวโดยแก้ไขชื่อ ซึ่งคดีนี้ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลประเวศ สรุปสำนวนไม่สั่งฟ้อง เพราะผลการตรวจสอบไม่พบการแก้ไขชื่อที่สลาก หลังจากนั้นนางเรวดียังคงเดินหน้าฟ้องศาลด้วยตัวเอง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการไต่สวนมูลฟ้อง
ส่วนคดีที่ 2 เกิดขึ้นกับนางเรวดี หาแก้ว อีกเช่นเคย แต่เป็นการแจ้งความเอาผิดกับ นางวิไลพร รัตนติสร้อย ว่าถูกยักยอกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 หมายเลข 392785 ไป ซึ่งเหตุการณ์นี้ เหตุเกิดเมื่อช่วงเดือนเมษายนปี 2560 ห่างจากครั้งแรก 1 ปีพอดี ซึ่งกรณีนี้ ทำให้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางสงสัย เพราะเป็นไปได้ยากมาก ที่จะถูกรางวัลที่ 1 ถึง 2 ครั้ง และมีปัญหาทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งทั้ง 2 คดีนี้ คือ คดีที่ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า พยานกลับคำให้การและรับสารภาพว่า ได้รับการจ้างวาน
โดยคดีล่าสุดเกิดขึ้นที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี อาจต่างจาก 4 คดีก่อนนี้ เป็นกรณีนางสาวประดับ จันทร์อ่วม อายุ 72 ปี อ้างว่าถูกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 ธันวาคม 2560 หมายเลข 451005 เป็นเงิน 6 ล้านบาท แต่อ้างว่าทำหล่นหาย ก่อนมีเพื่อนบ้านนำฉลากหมายเลขเดียวกันไปขึ้นเงิน และพบภาพกล้องวงจรปิด เป็นภาพคนที่นำไปขึ้นเงินก้มเก็บลอตเตอรีภายในวัด แต่ล่าสุดคาดว่า คนผู้นี้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว จะเห็นได้ว่า คดีนี้อาจไม่มีข้อสงสัยว่าเป็นขบวนการ เพราะมีภาพชัดเจนว่า สลากหล่นหาย และมีคนเก็บได้จริง