วันนี้ (6 มี.ค.61) นายนุวรรต ลีลาพตะ นักวิชาการชำนาญการกรมป่าไม้ พร้อมเจ้าหน้าที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพืชพันธุ์ ชุดเหยี่ยวดง นำเอกสารหลักฐานการตรวจสอบงาช้าง เข้าพบพล.ต.ต.ปัญญา ปิ่นสุข ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้ม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นางคณิตา วิทยานันท์ ภรรยาของนายเปรมชัย กรรณสูต กรณีครอบครองงาช้าง หลังเจ้าหน้าที่ตรวจยึดงาช้างได้จากบ้านของนายเปรมชัย 4 กิ่ง หรือ 2 คู่ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบงาช้าง ด้วยเทคนิคทางนิติวิทยาศาสตร์ พบว่างาช้างดังกล่าวไม่ใช่งาของช้างไทย แต่เป็นงาช้างแอฟริกา
สำหรับการเข้าแจ้งความของกรมอุทยานฯเกิดขึ้น หลังพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาให้สัมภาษณ์ ถึงความคืบหน้าในการทำคดีนี้ โดยยืนยันว่า เป็นไปตามกรอบระยะเวลา ไม่ได้ล่าช้า ตามที่ถูกวิจารณ์ในโลกออนไลน์ เรื่องงาช้าง เป็นเรื่องของกรมอุทยานฯ ที่รับจดแจ้งครอบครอง ซึ่งชื่อปรากฎเป็นของ ภรรยานายเปรมชัย
ขณะที่ภรรยานายเปรมชัย ยื่นขอใบอนุญาตครอบครองงาช้าง 2 คู่ กับสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า เมื่อปี 2557 - 2558 โดยช่วงระยะเวลานั้น กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมมือกับไซเตส เปิดโอกาสให้ผู้ครอบครองงาช้างบ้าน 2 คู่ขึ้นไป หรือน้ำหนักรวมเกินครึ่งกิโลกรัม เขายื่นขออนุญาตการครอบครองก่อนออกกฎหมาย ห้ามซื้อขายงาช้าง และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้าง มีผู้ยื่นขอมากกว่า 16,000 ราย ขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบมีจำนวนไม่มากพอ จึงใช้เกณฑ์การตรวจสอบลักษณะตั้งข้อสังเกต สงสัย เป็นรายบุคคล เช่น ผู้ยืนขอนำเอกสารจดแจ้งมาไม่ครบ หรือไม่สามารถชี้แจงการได้มาของงาช้าง หรือไม่แสดงรูปถ่าย ก็จะเข้าสู่กระบวนการเรียกตรวจสอบ ดีเอ็นเอ อย่างละเอียด
พล.ต.อ.ศรีวราห์เปิดเผยว่า งาช้างที่สั่งให้ยึดงาช้างมาจากบ้านนายเปรมชัย เบื้องต้นนิติวิทยาศาสตร์ ของกรมอุทยานฯ ตรวจงาช้างที่ยึดมาจากบ้านนายเปรมชัยเสร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำอีก และต้องดูหลักฐานว่าพาดพิงถึงนายเปรมชัยได้หรือไม่ แต่ได้รับรายงานจากตำรวจ ปทส.ว่า เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯมาแจ้งร้องทุกข์เฉพาะภรรยาของนายเปรมชัย และจะออกหมายเรียกต่อไปตามขั้นตอนกฎหมาย ส่วนจะเพิ่มข้อหานายเปรมชัย ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ กรมอุทยานฯ ซึ่งเป็นผู้รับแจ้งครอบครองงาช้าง เมื่อตรวจแล้วว่า ไม่ใช่งาช้างเอเชียตามที่ภรรยานายเปรมชัยแจ้งมา ก็ต้องดูว่า กรมอุทยานฯก็ต้องดูว่า มีหลักฐานการรับแจ้งอย่างไร และอาจเข้าฐานความผิด “ครอบครองซากสัตว์” แต่จะแจ้งข้อหาอะไรบ้าง ต้องขึ้นกับกรมอุทยานฯ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ
ส่วนการพิสูจน์ปืน 3 กระบอก ที่พบพร้อมคณะของนายเปรมชัย ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผู้บังคับการพิสูจน์หลักฐานกลาง ยืนยันว่า ปืนทั้ง 3 กระบอกเป็นของนายเปรมชัย โดยกระสุนที่ทำให้เสือดำเสียชีวิต เป็นลูกปรายขนาด SSG และเชื่อได้ว่ามาจากการยิงนัดเดียว กระจายไปถูกเสือดำ 8 จุด แต่มีลูกปรายติดอยู่แค่ 3 ลูกที่หนังสือ และยังพบปลอกกระสุนปืนลูกซองขนาด 20 ที่มาจากปืนของกลาง ส่วนที่ไก่ฟ้าเป็นกระสุนอีกชนิดหนึ่ง แต่เป็นลูกกระสุนที่สามารถบรรจุได้ในปืนชนิดเดียวกัน คือ ปืนลูกซองขนาด 20
ส่วนการจำลองวิถีกระสุนของกรมอุทยานฯ ที่เข้าไปจำลองพร้อมศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 อาจไม่สามารถระบุวิถีกระสุนได้ เพราะไม่พบร่องรอยกระสุนลูกปรายในจุดที่จำลองวิถีกระสุน จึงนำมาประกอบสำนวนไม่ได้ และยอมรับว่า คงไม่สามารถตรวจพิสูจน์หรือยืนยันได้ว่าใครเป็นคนยิงเสือดำ เพราะเขม่าปืนถูกปล่อยทิ้งไว้นานจนไม่สามารถตรวจสอบได้
ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ เผยว่า การที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่านายเปรมชัย หรือใครเป็นผู้ยิง เพราะปืนที่ใช้ไม่มีลำกล้องเกลียว จึงยืนยันไม่ได้ว่าใครเป็นคนยิง แต่แม้จะไม่มีพยานวัตถุ ก็ไม่เป็นปัญหากับรูปคดี เพราะตำรวจยังสามารถขยายผลจากพยานบุคคลได้ คือเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรที่เข้าจับกุม และตรวจสอบที่เกิดเหตุ ซึ่งสามารถบอกได้ว่า ผู้ต้องหาแต่ละคนอยู่ตรงไหน ในช่วงเวลาที่ได้ยินเสียงปืน แต่จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ยังไม่มาให้ข้อมูล จึงต้องการขอความร่วมมือให้มาให้ข้อมูล เพราะจำเป็นต่อการทำสำนวน