พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ ได้เปิดเผยในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว ถึงกรณีที่นายแผนเดินทางไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อยื่นฟ้องยื่นฟ้อง พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปราม ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ในคดีหวย 30 ล้าน เนื่องจากได้รับความเป็นธรรม ถูกข่มขู่ให้กลับคำให้การ ว่า เบื้องต้นไม่ทราบว่าคำพูดที่แท้จริงในระหว่างการให้การเป็นอย่างไร
แต่ถ้าหากเป็นอย่างที่นายแผนกล่าวอ้างว่าระหว่างการสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้บอกว่าถ้าหากพูดแบบเดิมกับที่ให้การที่ตำรวจภูธรภาค 7 จะติดคุก ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะตามประมวลกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 133 วรรค 3 ระบุว่า ห้ามมิให้พูดให้ท้อใจ ไม่ใช้กลอุบาย ให้ท้อใจ หรือ ข่มขู่ ถ้าโดยส่วนตัวแล้ว หากเรียกพยานมาสอบปากคำ พยานจะให้การอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับคำฟ้องด้วย ว่ามีการเขียนคำฟ้องอย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ที่นายแผนได้เดินทางไปร้องขอความเป็นธรรมและตรวจสอบพฤติกรรมกรรมนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความฝ่าย ร.ต.ท.จรูญ ที่สภาทนายความฯ โดยมีนายพัฒนา จาติเกตุ อุปนายกสภาทนายความฯ ฝ่ายกิจการพิเศษ เป็นผู้รับเรื่องไว้ และอุปนายกยังได้กล่าวถึงกรณีที่นายษิทราแต่งกายไม่เหมาะสม รวมถึงพฤติกรรมข่มขู่ต่างๆ จะต้องถูกสอบสวนและชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้น โดยหากพบว่าผิดก็จะถูกดำเนินการตามมรรยาททนายความ
นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” มองว่า กรณีที่เกิดขึ้นไม่เป็นธรรมต่อตนเอง ที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการพาลูกความไปออกสื่อ และพูดพาดพิงนายแผน ซึ่งการที่นายแผนระบุว่าตนนั้นขุดคุ้ยข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับประวัติการทำงาน ขอยืนยันว่า ตนพูดไปตามความเป็นจริงที่สอดคล้องกัน เพราะก่อนหน้านี้นายแผนยืนยันว่าไม่ได้รู้จักหมวดจรูญ แต่แท้จริงแล้วนายแผนเดินทางไปที่บ้านหมวดจรูญพร้อมกับหัวหน้าหน่วยงาน และกรณีที่อุปนายกร่วมตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมกับนายแผนถึงความไม่เหมาะสม กรณีที่ใส่เสื้อยืด และกางเกงยีนส์ออกสื่อ ตนมองว่า เป็นการกระทำที่ไม่สมควร เพราะการทำหน้าที่ควรจะแค่เป็นการรับหนังสือร้องเรียนเพื่อไปพิจารณาต่อมากกว่า
ด้านนายสุนทร ทรัพย์ตันติกุล ประธานกรรมการมรรยาททนายความ สภาทนายความฯ เปิดเผยว่า เรื่องการร้องเรียนที่เกิดขึ้น อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของตน แต่ในขณะนี้ยังได้รับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว ซึ่งยังไม่สามารถตัดสินได้ว่าทนายษิทรามีความผิดตามมรรยาททนายความหรือไม่ เรื่องนี้ต้องได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการมรรยาททนายความเสียก่อน กรณีที่เกิดขึ้นใครทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำ ทนายษิทรามีสิทธิ์ที่จะมองว่าผู้ที่รับเรื่องร้องเรียนจากนายแผนกระทำไม่เหมาะสมเป็นเรื่องที่สามารถคิดได้ และสามารถร้องเรียนต่อนายกสภาทนายความฯได้
ทั้งนี้ ในส่วนของการทำผิดกฎมรรยาททนายความ ซึ่งเป็นข้อบังคับที่ทนายต้องปฏิบัติตาม การลงโทษมี 3 ขั้น คือ 1.ภาคทัณฑ์ 2.ห้ามทำการเป็นทนายเป็นเวลา 1-3 ปี และ 3.ลบชื่อออกจากสภาทนายความ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาว่ากระทำนั้นๆสร้างความเสื่อมเสียต่อวิชาชีพมากน้อยเพียงใด
ชมคลิปที่นี่ : “ปธ.กก.มรรยาท” งง อุปนายกสภาทนายความ รับเรื่องร้องเรียน แล้วแถลงข่าวกับคู่กรณี “ไม่เคยเห็นมาก่อน”