ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การให้ปากคำของ นางจรูญ เฮ็ก หรือ “ป้าติ้ว” ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง หลังให้ข้อมูลเสร็จ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ยืนยันว่า ตัวเองไม่ได้เป็นผู้ที่ถูกลอตเตอรีรางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1 เมษายน 2559 มูลค่า30ล้าน และยักยอกไปตามที่ นางเรวดี หาญแก้ว หรือ “ป้าติ้น”
สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นหลังจาก นางเรวดี หรือ “ป้าติ้น” ไปแจ้งความว่า “ป้าติ้ว” ยักยอกลอตเตอรี ที่ทั้งคู่ซื้อด้วยกันที่คำชะโนด แต่เมื่อรู้ว่าถูกรางวัลที่ 1 “ป้าติ้ว” กลับไม่ยอมแบ่งเงินรางวัลให้ตัวเอง และเชื่อว่า “ป้าติ้ว เป็นนอมินี ให้คนอื่นนำสลากที่ตัวซื้อมาด้วยกันไปขึ้นรางวัล เพราะไม่ต้องการแบ่งเงินรางวัลตามข้อตกลง
ทีมข่าวสอบถาม พนักงานสอบสวนชุดคลี่คลายคดีนี้ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ “ป้าติ้ว” นำพยานมาให้ปากคำ เพื่อที่จะยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ถูกรางวัลที่1 หลังจากนี้ ตำรวจเตรียมลงพื้นที่สืบหาข้อเท็จจริง
ขณะที่เมื่อวานนี้ นางสุดารัตน์ เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ ถูกนาง เรวดี หรือ “ป้าติ้น” กล่าวหาว่ายักยอกลอตเตอรีรางวัลที่1 มูลค่า 30ล้าน ไปเมื่อปี 2559 เดินทางเข้าให้ปากคำกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามเพิ่มเติมเช่นกัน คดีนี้จากข้อมูลพบว่าตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ขณะนี้ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง
ขณะที่ร้อยตำรวจโทสมประสงค์ ปสาทรัตน์ อดีตพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลประเวศ เข้าให้ปากคำกับ พันตำรวจเอกธวัช วงศ์สง่า รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณี ร้อยตำรวจโทสมประสงค์ นำเอกสารสำนวนคดีไปมอบให้กับนางเรวดี หาแก้ว หรือ ป้าติ้น ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียทางคดีลอตเตอรี่ 30 ล้าน ก่อนนำไปขึ้นเบิกความในชั้นศาล ในฐานะพยาน ให้กับนางเรวดี จนศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้อง ทำให้นางสุดารัตน์ น้อยนิตย์ หรือป้าดา ถูกจำคุกก่อนประกันตัวออกมาสู้คดี
โดยพันตำรวจเอกธวัช ระบุว่า จะเร่งดำเนินการสอบปากคำ ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน เพื่อจะพิจารณาว่าเข้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือไม่ หากพบว่าผิด ซึ่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล 4 มีขั้นตอนในการพิจารณาโทษทางวินัยอยู่แล้ว เพราะขณะนี้หมวดโค้กยังคงเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ ยืนยันว่าจะไม่ช่วยเหลือกันอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้มีการสอบปากคำพยานไปแล้ว 4-5 ปาก ในเรื่องของเอกสาร ว่าอยู่ในความครอบครองของใคร และอยู่กับนางเรวดีได้อย่างไร ซึ่งตำรวจไม่มีอำนาจที่จะไปเอาสำนวนให้กับคู่กรณี
ส่วนการสอบปากคำเมื่อวานนี้ จะเน้นไปที่การสอบ ในเรื่องของการนำสำนวนไปเบิกความในชั้นศาล ของนางเรวดี รวมถึงความสนิทสนมของหมวดโค้กกับนางเรวดี และประเด็นผลประโยชน์ ขณะที่การสอบสวนทางวินัยตอนนี้ มีหมวดโค้กคนเดียวที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากมีการพาดพิงไปถึงบุคคลอื่น ก็จะมีการสอบเพิ่มเติมต่อไป
รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 ยังปฏิเสธกรณีที่ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ระบุว่า มีตำรวจพยายามช่วยเหลือหมวดโค้กให้พ้นผิด ซึ่งไม่มีใครสามารถไปบังคับใครให้ให้ปากคำอย่างไรได้ ซึ่งหากให้การไม่ตรงก็มีความผิดฐานให้การเท็จ อีกทั้งคดีนี้เป็นคดีที่สื่อมวลชนและประชาชนจับตามองให้ความสนใจ
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า การสอบปากคำหมวดโค้กเมื่อวานนี้ พนักงานสอบสวนจะสอบถามประเด็นตั้งแต่การรับแจ้งความดำเนินคดีว่ารับแจ้งความ ตั้งแต่วันที่เท่าไหร่และมีใครที่เกี่ยวข้องในคดีบ้าง รวมถึงขั้นตอนของการที่นางเรวดี ไปร้องเรียนกับกองปราบตัวหมวดโค้กทราบเรื่องหรือไม่ ทั้งเอกสารที่ป้าติ้นอ้างว่า หมวดโค้กฝากไปให้กับตำรวจกองปราบ รวมถึงการที่นางเรวดี มีสำนวนการสอบสวน รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหมวดโค้กและป้าติ้น ซึ่งทั้งหมดเป็นการรวบรวมประเด็นภายหลังสอบปากคำพยานที่เชิญตัวมาสอบก่อนหน้านี้