ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าว กรณีฉลามวาฬที่ปรากฏตัวแก่สายตานักท่องเที่ยวที่มาดำน้ำบริเวณจังหวัดชุมพร ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับบริเวณดังกล่าว ซึ่งกลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหายาก แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศของท้องทะเลในพื้นที่นั้นมีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากฉลามวาฬจะกินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร ซึ่งจะเข้ามาในระยะชายฝั่งให้นักท่องเที่ยวสามารถพบเห็นได้
โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในฐานะที่มีบทบาทหน้าที่ในการสงวน อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทั้งในเรื่องป่าชายเลน ปะการัง หญ้าทะเล และสัตว์ทะเลหายาก จำพวก วาฬ โลมา พะยูน เต่าทะเล และได้จัดทำโครงการกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ในเรื่องดังกล่าว และต้องขอขอบคุณเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล กลุ่มอนุรักษ์ นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบ ประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรเหล่านี้ ให้มีความอุดมสมบูรณ์
ทั้งนี้ การชมฉลามวาฬ ด้วยการเข้าไปสัมผัส หรือว่ายน้ำอย่างใกล้ชิด ถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะการเข้าไปสัมผัสตัวสัตว์ทะเลหายากเหล่านี้โดยตรง อาจจะทำให้สัตว์ติดเชื้อจากมนุษย์ได้ หรือมนุษย์อาจจะได้รับอันตรายได้
สำหรับฉลามวาฬในปัจจุบันมีสถานภาพเป็นสัตว์คุ้มครองตามพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าปี พ.ศ.2535 ซึ่งตามมาตรา 16 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าว ห้ามมิให้ผู้ใดล่าหรือกระทำอันตรายอื่นใด แก่ฉลามวาฬ อันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดชุมพร ที่มีฉลามวาฬโผล่ให้นักท่องเที่ยวได้พบเจอ แต่ในกรณีพื้นที่อื่นๆ ที่มีสัตว์ทะเลหายากชนิดอื่น เช่น โลมาสีชมพู ในบริเวณ จังหวัดนครศรีธรรมราช วาฬบรูด้า บริเวณอ่าวไทยรูปตัว ก. โลมาหัวบาตรบริเวณปากแม่น้ำบางปะกง หรือกลุ่มพะยูน ในบริเวณพื้นที่จังหวัดตรัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งขอให้นักท่องเที่ยวใช้หลักชมสัตว์ทะเลหายากเหล่านี้โดยใช้แนวทางปฏิบัติแบบสากลเช่นเดียวกันเพื่อความปลอดภัยของคนและสัตว์