"วันประวัติศาสตร์เกาหลีเหนือ-ใต้" กับเหตุผลของการจับมือข้ามผ่านเส้นแบ่งเขตแดน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

นักวิชาการวิเคราะห์เหตุผลที่ คิม จอง อึน เปลี่ยนท่าทีไปจากเดิมจนนำมาสู่การข้ามเส้นแบ่งเขตทหาร ครั้งแรกในรอบ 65 ปี เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ-ใต้ ครั้งประวัติศาสตร์ แต่เชื่อว่าการคุยกันระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ครั้งนี้จะไม่นำไปสู่การรวมชาติ

รองศาสตราจารย์ นภดล ชาติประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ (ภาคประวัติศาสตร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ให้ทีมนิว มีเดีย พีพีทีวี ฟังว่า ท่าทีที่เปลี่ยนไปของ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ มาจาก 2 เหตุผลคือ

ผลกระทบเศรษฐกิจและการตอบรับเจรจาของทรัมป์

สำหรับเหตุผลความกังวลทาง“เศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ” เกิดขึ้นหลังจีนและรัสเซีย มีมติเห็นชอบร่างมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือฉบับใหม่ เพื่อส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลเกาหลีเหนือหลังทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 ซึ่งเป็นการทดสอบครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2560  ซึ่งมติครั้งนี้หากบานปลายจะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเกาหลีเหนืออย่างมากเพราะต้องพึ่งพาจีน 80-90 เปอร์เซ็นต์

เหตุผลที่ 2 คือ การตอบรับคำเชิญการพบปะหารือกันของเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ หลัง ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานธิบดีสหรัฐฯ หลังคณะผู้แทนเกาหลีใต้ นำหนังสือจากนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ไปมอบให้นายทรัมป์ โดยคาดว่าจะมีขึ้นช่วงเดือนพฤษภาคม ประกอบกับท่าทีของสหรัฐฯ ในสมัยของนายทรัมป์ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวในการตอบโต้กลับต่อการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของ คิม จอง อึน ทำให้เกาหลีเหนือตกอยู่ในสภาพไม่มั่นคง

“  ถือเป็นโอกาสทองของเกาหลีเหนือที่จะตั้งโต๊ะเจรจากันตัวต่อตัวกับสหรัฐฯ”  รองศาสตราจารย์ นภดล กล่าว

แต่การเจรจากันครั้งนี้คงไม่นำไปสู่การ “รวมชาติ”

 “เรื่องนี้ยากกว่าเรื่องนิวเคลียร์หลายเท่า” รองศาสตราจารย์นภดล วิเคราะห์ แม้อาจจะมีการพูดคุยกันบ้าง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีประชาชนเป็นตัวแปร อย่างเกาหลีเหนือ ผู้นำจากตระกูล คิม ยังเป็นศูนย์รวมชาติที่สำคัญ ขณะที่คนเกาหลีใต้รุ่นใหม่ไม่ได้มีความรู้สึกร่วมกับการรวมชาติมากนัก เนื่องจากเกิดมาในยุคที่อยู่ภายใต้การปกครองแบบปัจจุบันทั้งประชากร สภาพบ้านเมือง ความเจริญทางเศรษฐกิจ ซึ่งลึกๆแล้วยังมีความกังวลว่าหากการรวมชาติเกิดขึ้นจริงเกาหลีใต้อาจจะต้องไปช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจกับเกาหลีเหนือมากขึ้นด้วย

นอกจากนั้น การรวมชาติของสองเกาหลียังมีความซับซ้อนของชาติมหาอำนาจอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะประเทศจีน  เพราะ จีนรู้ดีว่าเกาหลีใต้มีสหรัฐฯเป็นชาติพันธมิตร หากมีการรวมกันของทั้งเกาหลีเหนือและใต้ จีนมีโอกาสสูญเสียสมดุลทางอำนาจจากเกาหลีเหนือ

แล้วท่าทีของประเทศจีนจากการพบกันของสองผู้นำครั้งนี้จะเป็นอย่างไร…

รองศาสตราจารย์ นภดล วิเคราะห์ว่า สำหรับจีนการเจอกันของสองผู้นำเกาหลีเหนือและใต้ ก็อาจจะมีความพึงพอใจมาก ในมุมที่การทดลองอาวุธนิวเคลียร์จะหยุดไป แต่อีกนัยหนึ่งก็ต้องรักษาท่าทีในระยะนี้ไปก่อน เพราะช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือมีท่าทีเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เกาหลีใต้เป็นตัวกลางส่งหนังสือเชิญประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เกิดการเจรจาระดับผู้นำถือถือว่าจีนแทบจะหลุดกระดานการเจรจานี้ไป จึงอาจจะยังตั้งตัวไม่ทัน

อย่างไรก็ตาม การประชุมสุดยอดผู้นำของสองเกาหลี มีมาแล้วก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง ที่กรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ  โดยครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 13-15 มิถุนายน 2543 สมัยผู้นำคิม แด จุง ของเกาหลีใต้ และ คิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2-4 ตุลาคม 2550 สมัยผู้นำ โร มู - ฮยุน ของเกาหลีใต้ และ คิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือ และครั้งที่ 3 วันที่ 27 เม.ย.2561 โดย มุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ผู้นำเกาหลีเหนือเดินข้ามเส้นแบ่งเขตทหารมาที่ หมู่บ้านปันมุนจอม ฝั่งเกาหลีใต้  โดยรองศาสตราจารย์ นภดล มองว่า ต่างจาก 2 ครั้งที่ผ่านมาตรงที่ “อยู่ท่ามกลางความตึงเครียดกว่าเนื่องจากการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมีการพัฒนามากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวภายหลังการประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลี ระบุว่า "หลังจากหนึ่งปีที่ความเกรี้ยวกราดในการทดลองนิวเคลียร์ การเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น สิ่งดี ๆ กำลังเกิดขึ้น แต่ก็มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์

ขอบคุณภาพ AFP 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ