ทำไม “ข้าวแช่” ถึงคลายร้อนได้
เพราะข้าวแช่หนึ่งสำรับจะประกอบไปด้วยเครื่องเคียง 5-7 อย่าง ที่เน้นไปที่สมุนไพร เช่น กระชาย ตะไคร้ หัวหอม หัวไชโป๊ ล้วนมีส่วนช่วยย่อยอาหาร บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ปรับสมดุลของร่างกายให้เป็นปกติ ลดอาการปากลอก ปากแห้ง ปากแตก รวมไปถึงอาการร้อนใน ส่วนน้ำสะอาด อบด้วยควันเทียนโรยดอกมะลิ ดอกกระดังงา ที่ใส่ในข้าวในสมัยโบราณจะรองน้ำฝนใส่โอ่งไว้ทำให้น้ำเย็นตามธรรมชาติแต่สมัยนี้ก็ดัดแปลงโดยใส่น้ำแข็งแทนตรงนี้เป็นพระเอกที่ทำให้รู้สึกชื่นใจ ผ่อนคลาย
ส่วนน้ำที่จะมาทานกับข้าวแช่ จะใช้น้ำสะอาดเทไว้ในหม้อดินเผา อบควันเทียน ลอยด้วยดอกมะลิ กระดังงา
ลักษณะของข้าวแช่ อธิบายง่ายๆ คือ การนำข้าวมาแช่ในน้ำแล้วรับประทานพร้อมๆกับเครื่องเคียง ซึ่งข้าวแช่หนึ่งสำรับ จะมีเครื่องเคียงหลักๆ ตามสูตรของคุณป้าเฉลียว คือ กะปิทอด หมูหวานฉีก ปลายี่สนผัดหวาน พริกหยวกยัดไส้หมู หัวหอมยัดไส้หมู
ถ้าย้อนดูประวัติข้าวแช่เป็นตำรับอาหารพื้นบ้านของชาวมอญเรียกว่า "เปิงด๊าดจ์" ซึ่ง "เปิง" แปลว่า "ข้าว" และ "ด๊าดจ์" แปลว่า "น้ำ" "เปิงด๊าดจ์" จึงมีความหมายว่า "ข้าวน้ำ" นิยมทำเพื่อถวายทวยเทพในเทศกาลตรุษสงกรานต์ ถวายแด่พระสงฆ์ และนำไปให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคารพนับถือ เพื่อความเป็นสิริมงคล
ส่วนข้าวแช่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็คงหนีไม่พ้น “ข้าวแช่จังหวัดเพชรบุรี” โดยสืบเนื่องมาจากการแปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ไปประทับพระราชวังพระนครคีรี (เขาวัง) ซึ่งในครั้งนั้นมีเจ้าจอมมารดากลิ่น (ซ่อนกลิ่น) เชื้อสายมอญได้ตามเสด็จไปถวายราชการด้วย และได้รับการถ่ายทอดการทำข้าวแช่ไปยังห้องเครื่อง ซึ่งข้าวแช่สูตรดั้งเดิมของเจ้าจอมมารดากลิ่นนั้นเป็นที่เลื่องลือซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ที่ได้เคยเสวย และทรงรับสั่งถึงข้าวแช่ของเจ้าจอมมารดากลิ่นไว้ว่า “ หากจะกินข้าวแช่ ก็ต้องข้าวแช่เจ้าจอมกลิ่น ”
หน้าร้อนนี้ลองลิสต์เมนูไทยโบราณอย่าง “ข้าวแช่” ไว้อีกหนึ่งเมนู และข้าวแช่ป้าเฉลียวต้นตำรับจากจังหวัดเพชรบุรีก็ควรค่าแก่การลิ้มลองเป็นอย่างยิ่ง