โดย ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้บุกเบิกและวางรากฐานมาเลเซียจากประเทศสังคมเกษตรกรรมเป็นประเทศเศรษฐกิจอุตสาหกรรมชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากอดีตเด็กวิ่งขายลูกโป่ง สู่นักเรียนแพทย์ แต่จบมาทำงานได้เพียง 2 ปี ดร.มหาเธร์ ก็ตัดสินใจลาออกจากราชการ ผันตัวเข้าสู่แวดวงการเมือง ด้วยการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในรัฐบ้านเกิด ด้วยวัยเพียงแค่ 29 ปี จากนั้นเขาก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิก, รัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรี จนก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของประเทศ ดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 22 ปี และได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลและมีความสำคัญต่อประเทศมาเลเซีย
ทั้งนี้หนึ่งในนโยบายเด่น ๆ ของ ดร.มหาเธร์ คือ Look East หรือการมองญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาประเทศเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ พร้อมทั้งลดการพึ่งพาต่างชาติ ผสมผสานกับการปลุกกระแสชาตินิยม โดยนโยบายส่วนใหญ่ที่ออกมาจะเน้นสนับสนุนคนเชื้อชาติมาเลย์ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
นอกจากนี้ มหาเธร์ ยังประสบความสำเร็จในการปกป้องประเทศจากวิกฤตต้มยำกุ้ง โดยเขาประกาศไม่ยอมรับความช่วยเหลือและไม่ทำตามคำแนะนำของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แต่ใช้วิธีควบคุมเงินทุนและกำหนดค่าเงินริงกิตแบบตายตัว ซึ่งทำให้มาเลเซียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากวิกฤตครั้งนั้น ในส่วนของนโยบายกับต่างประเทศ ดร.มหาเธร์ ดูจะมีนโยบายและท่าทีที่แข็งกร้าวกับชาติตะวันตก รวมถึงออสเตรเลีย และคู่ค้าสำคัญของประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา มิหนำซ้ำยังมีท่าทีฝักใฝ่ในผู้นำที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับชาติตะวันตกมากนัก เช่น ฟิเดล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบา และประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ ของซิมบับเว
ขณะเดียวกันเขายังเคยพยายามจะลบภาพผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิมออกจากสายตาเวทีโลก โดยเคยตั้งข้อสังเกตถึงเหตุการณ์ 9/11 ว่าอาจเป็นฝีมือของชาวยิวที่หวังจะสร้างภาพลักษณ์แง่ลบให้แก่ชาวมุสลิม และยังประณามสหรัฐฯว่ามีอคติต่อประเทศมุสลิมมากเกินไป ส่วนผลงานโดดเด่นอื่น ๆ ที่สร้างความภาคภูมิใจแก่คนในชาติ ได้แก่ การคิดผลิตรถยนต์ขึ้นเพื่อใช้ภายในประเทศ โดยใช้ชื่อว่า “โปรตอน” การสร้างตึกแฝด “เปโตรนาส” 88 ชั้น ตั้งตระหง่านกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ และการสร้างเมืองราชการปุตราจายา เพื่อเป็นที่ตั้งของฝ่ายบริหารและประมุขของประเทศ จนกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญมาจนทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ดร.มหาเธร์ ก็เคยมีประวัติปราบปรามกลุ่มคนที่เห็นต่างและต่อต้านเขาอย่างแข็งกร้าว จนถูกกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งจับตัวฝ่ายค้านรัฐบาลกว่าร้อยคนมากักขัง การสั่งปิดหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ การสั่งปลดประธานศาลฎีกาที่สนับสนุนคำร้องของพรรคฝ่ายค้าน รวมถึงการสั่งปลดนายอันวาร์ อิบราฮิม ออกจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เนื่องจากมีความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกันในเรื่องการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง
จนกระทั่ง ดร.มหาธีร์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งอย่างไม่มีใครคาดหมายในปี 2002 แต่กระนั้นหลังจากที่ลงจากตำแหน่งแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดร.มหาเธร์ ก็ยังคงมีอิทธิพลและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่ โดยเคยออกมารณรงค์ต่อต้าน จนทำให้อดีตนายกรัฐมนตรี อับดุลลาห์ บาดาวี ต้องออกจากตำแหน่งมาแล้ว จนมาถึงคราวของนายนาจิบ ราซัค